การพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างเผชิญกับการคัดค้านจากชุมชนและภาคประชาคมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศมานานหลายปี ส่งผลให้โครงการชะลอไประยะหนึ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลไทยในปี พ.ศ. 2565 โดยการอนุมัติการซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนสามแห่งบนลำน้ำในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่ ปากแบง ปากลาย และหลวงพระบาง ทำให้โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างมีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว และกำลังส่งผลต่ออนาคตของลุ่มน้ำ พร้อมๆ กับสร้างความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเสียหายเชิงนิเวศและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ไปจนถึงธรรมาภิบาลในการจัดการน้ำที่ถดถอย และอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะของทุนข้ามชาติ
เหนือน้ำขึ้นไปประมาณ 96 กิโลเมตรจากโครงการเขื่อนปากแบงซึ่งนับเป็นเขื่อนแรกบนลำน้ำในโครงการชุดเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนล่าง พรานปลาอย่างอ้ายพันยังออกหาปลาในแม่น้ำโขงแม้จะมีภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้นทั้งทางต้นน้ำและปลายน้ำ
ปลายปีที่แล้ว เมื่อฤดูน้ำท่วมสิ้นสุดลงและแม่น้ำโขงควรจะลดระดับลงและเริ่มใสขึ้น แต่ระดับน้ำในแม่น้ำกลับผันผวนอย่างรวดเร็ว ขึ้นๆ ลงๆ ภายในเวลาไม่กี่วันหลังมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนจีนทางตอนบนของแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 12 แห่งและบางแห่งสูงเกือบ 300 เมตร ทำให้เขาต้องออกหาปลายากลำบากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำโขงกลับขุ่นข้นเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ ซึ่งทำให้เขานึกถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นทางตอนเหนือของแม่น้ำและผลกระทบต่อการขายปลาในตลาดในเวลานี้
“เรารู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับแม่น้ำโขง …ความเป็นอยู่และสุขภาพของเราเอง” อ้ายพันกล่าว

ภาพ: ปิยะนันท์ จิตต์แจ้ง
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ชาวบ้านบ้านห้วยลึกและชุมชนใกล้เคียงในอำเภอชายแดนอย่างเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ต่างตื่นตัวเรื่องสารพิษปนเปื้อนทางตอนเหนือของแม่น้ำเช่นกัน (อ่าน: รายงานชุดพิเศษ: สายน้ำที่ปนเปื้อน: จากทองคำถึง “แร่หายาก”, เหมืองแร่ในเมียนมากำลังก่อมลพิษข้ามพรมแดนบนสายน้ำโขงและสาขา)
บริเวณใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาร์ที่ทอดผ่านทั้งจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย แม่น้ำกกและแม่น้ำสายรวกปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสารเคมีที่เป็นพิษซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองที่ไร้การควบคุมในเมียนมาร์ น้ำที่ปนเปื้อนจากแม่น้ำเหล่านี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในอำเภอเชียงแสน ซึ่งอยู่เหนือน้ำห่างจากเวียงแก่นเพียงประมาณ 90 กิโลเมตร
ห่างจากเวียงแก่นลงไปทางใต้อีก 96 กิโลเมตร ในเขตแดนของประเทศลาว คือพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนปากแบง หากปากแบงสร้างเสร็จ จะส่งผลให้เกิดพื้นที่กักน้ำและน้ำที่เอ่อท้นหรือที่เรียกว่า “น้ำเท้อ” ไหลย้อนกลับขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำ และไหลเข้าท่วมชุมชนริมน้ำต่างๆ รวมถึงบ้านห้วยลึกในเวียงแก่น และในอำเภอเชียงของที่อยู่ติดกัน
ภายใต้สถานการณ์ทั้งหมดนี้ ชาวบ้านในพื้นที่อย่างอ้ายพันต่างกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดขึ้น นอกจากน้ำท่วมถาวรที่จะเกิดจากน้ำที่ไหลย้อนกลับจากเขื่อนแล้ว พวกเขายังอาจต้องเผชิญกับน้ำที่นิ่งและปนเปื้อนไปด้วยสารพิษเป็นเวลานานอีกด้วย
“ก็กลัวเหมือนกัน ว่าจะพยายามลดการกินปลาลงตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ” อ้ายพันกล่าวเมื่อถูกถามถึงความรู้สึกเกี่ยวกับสถานการณ์และวิธีที่จะปกป้องตัวเองจากน้ำที่อาจเป็นพิษ

ปากแบง, เขื่อนแม่โขงตอนล่างลำดับที่สาม
นับตั้งแต่มีการผลักดันโครงการเขื่อนไซยะบุรีที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 1,285 เมกะวัตต์ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างเป็นแห่งแรกในช่วงปี 2553 ในแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว และตามมาด้วยเขื่อนดอนสะโฮงขนาด 260 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ปลาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกคือ สี่พันดอน ทางตอนใต้ของลาว ความพยายามในการผลักดันโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างได้ชะลอไประยะหนึ่ง เนื่องจากได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากชุมชน ภาคประชาสังคมในภูมิภาค และประชาคมระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ เป็นประธาน ได้ตัดสินใจรับรองข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สำหรับโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างอีก 3 โครงการในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่ ปากแบง ปากลาย และหลวงพระบาง ในช่วงกลางปี 2565 การดำเนินการพัฒนาโครงการเหล่านี้จึงถูกเร่งรัดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งการรับรองการซื้อขายไฟฟ้าจากชุดเขื่อนดังกล่าว นับเป็นการส่งสัญญาณไฟเขียวให้แก่การเดินหน้าก่อสร้าง เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการสามารถขอสินเชื่อจำนวนมากจากการใช้ข้อตกลงเหล่านี้เพื่อดำเนินการโครงการต่อไปได้
โครงการทั้งสามนี้ และโครงการเขื่อนอีกสองแห่งในแผนงาน ได้แก่ เขื่อนสานะคามและเขื่อนพูงอย มีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางรูปแบบการลงทุนที่ซับซ้อนจากผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่รวมถึงกลุ่มธุรกิจจากจีน
เขื่อนปากแบงนับเป็นโครงการเขื่อนในลำดับที่สามที่นำเสนอต่อคณะกรรมการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation, PC) เป็นเวลาหกเดือน ต่อจากเขื่อนไซยะบุรีและดอนสะโฮง ข้อมูลตามเอกสารโครงการที่ลาวส่งให้ MRC เมื่อปลายปี 2559 ระบุว่า เขื่อนจะตั้งอยู่ในเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย โดยจะอยู่ใต้เขื่อนจิงหงบนแม่น้ำโขงตอนบนลงไปประมาณ 530 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนไทย-ลาวในอำเภอเวียงแก่นลงไปประมาณ 96 กิโลเมตร ทำให้ปากแบงเป็นเขื่อนแห่งแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่างในโครงการชุดเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 11 แห่ง หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เขื่อนแม่โขงตอนล่าง โดยเขื่อนแห่งที่สองและที่สามที่อยู่บนลำน้ำถัดจากปากแบงลงไป ได้แก่ เขื่อนหลวงพระบางและเขื่อนไซยะบุรีที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 153 กิโลเมตรและ 259 กิโลเมตรตามลำดับ
l คลิปวิดีโอแนะนำโครงการเขื่อนปากแบงเผยแพร่ในเดือนมกราคม 2560 โดย MRC ระหว่างกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า. เครดิต: MRC
เอกสารของโครงการฯ ระบุว่า เขื่อนปากแบงถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ขนาด 912 เมกะวัตต์ ทอดยาวเกือบหนึ่งกิโลเมตรข้ามแม่น้ำและสูงเกือบ 70 เมตร (เทียบเท่ากับอาคารสูงอย่างน้อย 20 ชั้น) พลังงานไฟฟ้าประมาณ 10% จะถูกส่งให้แก่การไฟฟ้าลาว (EDL) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังประเทศไทย
โครงการนี้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของ MRC อย่างเป็นทางการในปลายเดือนธันวาคม ปี 2559 และเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2560 ในเวลานั้น กรมทรัพยากรน้ำได้จัดการประชุมปรึกษาหารือในประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฯ 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม การประชุมทั้ง 4 ครั้งไม่ได้ถูกจัดขึ้นในอำเภอเวียงแก่นหรือเชียงของที่อยู่ติดกันซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำที่ไหลย้อนกลับจากเขื่อนมากที่สุด และในการประชุมปรึกษาหารือครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นที่ในอำเภอเชียงแสนเหนือน้ำขึ้นไป ก็เป็นเพียงการสรุปการประชุมปรึกษาหารือในครั้งที่ผ่านๆ มาเท่านั้น
ข้อบกพร่องในกระบวนการปรึกษาหารือฯ ของเขื่อนปากแบงได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากชาวบ้านในพื้นที่และภาคประชาสังคม ซึ่งมีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบจากน้ำเท้อข้ามพรมแดนและการสูญเสียดินแดนของประเทศไทยที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยหลายชุดที่ผ่านมาไม่เคยแสดงการคัดค้านโครงการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการสูญเสียดินแดนที่อาจเกิดขึ้น
นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) กล่าวกับ Bangkok Tribune ว่า กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าสำหรับเขื่อนปากแบงถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว และโครงการกำลังดำเนินการในขั้นตอนต่อไปคือ การออกแบบและการก่อสร้าง
โดยขณะนี้ โครงการอยู่ในขั้นตอนของการ “ทบทวนปรับปรุงการออกแบบ” องค์ประกอบต่างๆ ของเขื่อนให้สอดคล้องกับข้อแนะนำที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ซึ่งออกโดยคณะกรรมการร่วม (JC) ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นตัวแทนของประเทศสมาชิก MRC ทั้งสี่ประเทศ รวมถึงแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อแนะนำเหล่านั้น และหนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงการออกแบบเขื่อนเพื่อลดผลกระทบข้ามพรมแดน
“พวกเขาบอกกับเราว่าผลกระทบที่เป็นห่วงจะไม่มีอีกแล้ว สิ่งที่เราจะทำต่อไปคือ ติดตามและตรวจสอบสิ่งที่ระบุไว้ในแผนฯ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบจนถึงการบริหารจัดการเขื่อน” นายชุมลาภกล่าว ซึ่งสะท้อนเป็นนัยว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้
ในเดือนเมษายนปี 2565 เพียงสองสามอาทิตย์ก่อนที่รัฐบาลประยุทธ์จะให้การรับรองข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าสำหรับเขื่อนปากแบง สำนักข่าว Radio Free Asia (RFA) รายงานว่าผู้พัฒนาโครงการชาวจีนได้เริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อสร้างและสร้างแคมป์คนงานแล้ว สำนักข่าวในสหรัฐฯ นี้ อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการในพื้นที่ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงนามข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
ในที่สุด สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับเขื่อนปากแบงก็ได้รับการลงนามในช่วงกลางเดือนกันยายน ปี 2566 ซึ่งนับเป็นการยืนยันถึงอนาคตและความคืบหน้าของโครงการในบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง

ปากลายและหลวงพระบาง, เขื่อนแม่โขงตอนล่างลำดับที่สี่ และที่ห้า
ใต้เขื่อนปากแบงลงไปประมาณ 153 กิโลเมตรคือที่ตั้งของเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งนับเป็นเขื่อนแห่งที่สองบนลำน้ำในโครงการชุดเขื่อนฯ 11 แห่ง แต่เป็นโครงการในลำดับที่ห้าที่เสนอต่อ MRC เพื่อเข้ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าก่อนดำเนินการก่อสร้าง แม้ว่าจะถูกเสนอหลังจากโครงการในลำดับที่สี่คือปากลาย แต่เขื่อนหลวงพระบางกลับมีความคืบหน้ามากกว่า
ตามข้อมูลของ MRC พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นมรดกโลกไปทางเหนือประมาณ 25 กิโลเมตร โครงการนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 1,460 เมกะวัตต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนปากแบง และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกจำหน่ายให้กับประเทศไทยเช่นกัน
เขื่อนหลวงพระบางเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของ MRC ในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2562 และกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นในปลายเดือนมิถุนายน ปี 2563 ในระหว่างการประชุมสรุปผลการปรึกษาหารือล่วงหน้า MRC รายงานว่า ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้ขอให้ลาวทำการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอย่าง “เข้มงวด” และปรับปรุงมาตรการที่เสนอเพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ
ตัวอย่างเช่น เวียดนามซึ่งตั้งอยู่ทางตอนปลายของแม่น้ำโขง ระบุว่า “ควรมีการประเมินผลกระทบสะสมของโครงการเขื่อนหลวงพระบางและโครงการชุดเขื่อนฯ ทั้งหมดบนแม่น้ำโขงตอนล่างอย่างครอบคลุม” ส่วนประเทศไทยเองก็กล่าวว่า “จะมีข้อเสนอต่อ สปป.ลาว และผู้พัฒนาโครงการให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การดำรงชีวิต และสิ่งแวดล้อม”
นอกจากนี้ ผลกระทบของโครงการต่อเมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นมรดกโลก ก็มีนัยยะสำคัญไม่แพ้กัน
l คลิปวิดีโอแนะนำโครงการเขื่อนหลวงพระบางเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2563 โดย MRC ระหว่างกระบวนการ PC. เครดิต: MRC
ในเดือนมีนาคม ปี 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่างานเตรียมการก่อสร้างของโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว 80% ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างถนนทางเข้าความยาว 11 กิโลเมตร สะพานข้ามแม่น้ำโขงยาว 500 เมตร ท่าเรือชั่วคราว 3 แห่ง ไปจนถึงสายส่งไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าขนาดเล็ก
ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 กฟผ.ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการนี้ หลังจากที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ให้การรับรอง เพียงหนึ่งเดือนต่อมาในเดือนธันวาคม สำนักข่าว RFA รายงานว่า งานก่อสร้างเบื้องต้นของเขื่อนหลวงพระบางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว รวมถึงการทำพื้นถนนทางเข้าและการเคลียร์พื้นที่เพื่อการก่อสร้าง
ในช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2566 Bangkok Tribune ได้มีโอกาสเดินทางไปสังเกตการณ์โครงการเขื่อนหลวงพระบางและได้บันทึกภาพงานเตรียมการก่อสร้างขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังพบเห็นงานปรับพื้นที่ตามแนวลำน้ำ ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันจาก Mekong Dam Monitor (MDM) ซึ่งเป็นองค์กรที่จับตาความคืบหน้าของเขื่อนบนลำน้ำโขงในสหรัฐอเมริกาโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ระบุว่า เป็น Coffer Dam หรือโครงสร้างชั่วคราวสำหรับใช้ในการกั้นน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่แห้งสำหรับการก่อสร้างตัวเขื่อน
ดร.วินัย วังพิมูล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเจรจาฯ ของ TNMC ยืนยันกับ Bangkok Tribune ว่า เขื่อนหลวงพระบางกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยงานก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 60% แม้จะยังมีข้อกังวลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ความผันผวนของระดับน้ำ ความปลอดภัยของเขื่อน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำ และผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประมง
ตามกำหนดการของ กฟผ. ที่ Bangkok Tribune ตรวจสอบ โครงการนี้มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมกราคม ปี 2573

เขื่อนที่สี่บนลำน้ำโขงตอนล่างในโครงการชุดเขื่อนฯ 11 แห่ง ตั้งอยู่ห่างจากเขื่อนหลวงพระบางลงไปทางใต้ประมาณ 218 กิโลเมตร และเป็นโครงการในลำดับที่สี่เช่นกันที่เสนอต่อ MRC เพื่อขอเข้ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า
ข้อมูลของ MRC ระบุว่า เขื่อนปากลายตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงในเมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี โดยห่างจากเขื่อนไซยะบุรีลงไปทางใต้ประมาณ 112 กิโลเมตร และอยู่เหนือชายแดนไทย-ลาวในจังหวัดเลยเพียง 86 กิโลเมตร เขื่อนนี้จะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) เช่นกัน โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 770 เมกาวัตต์
โครงการนี้ได้ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของ MRC ในเดือนสิงหาคม ปี 2561 และเสร็จสิ้นในต้นเดือนเมษายน ปี 2562 ในระหว่างช่วงเวลาการปรึกษาหารือฯ ประเทศไทยได้ขอให้ลาวให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับ “ผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบใน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง” เนื่องจากโครงการนี้อยู่ใกล้กับชายแดน
ในเดือนเมษายน ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเข้าพื้นที่ของโครงการเขื่อนปากแบงเพื่อเตรียมความพร้อมรอสัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีรายงานตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่จากกรมพลังงานและเหมืองแร่ แขวงไซยะบุรี ที่อ้างโดยสำนักข่าว RFA ว่า ผู้พัฒนาโครงการชาวจีนได้เริ่มเตรียมงานสำหรับการก่อสร้างเขื่อนปากลายด้วยเช่นกัน สำนักข่าวเดียวกันยังรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้พัฒนาโครงการได้เตรียมการสร้างถนนทางเข้า แคมป์คนงาน และแหล่งพลังงานในพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี 2564
ในที่สุด สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการเขื่อนปากลายก็ได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ ประกาศยุบสภา
Fair Finance Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาและรณรงค์ด้านธรรมาภิบาลทางการเงินที่ติดตามการลงทุนของโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง ระบุว่า นับตั้งแต่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการปากแบงและปากลายในปี 2566 ข้อมูลของโครงการเกี่ยวกับความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการร่วม (JAP) และมาตรการที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขผลกระทบข้ามพรมแดนได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะน้อยมาก
ในการประชุมที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 ระหว่าง MRC รัฐบาลลาว และผู้พัฒนาโครงการ MRC รายงานว่า ผู้พัฒนาโครงการได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงการออกแบบและการลงทุนเพิ่มเติมหลายประการ เพื่อ “หลีกเลี่ยง ลด และบรรเทา” ผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นต่อการประมง การไหลของตะกอน ความปลอดภัยของเขื่อน และระบบการไหลของแม่น้ำ
ทีมเจรจาฯ ของTNMC กล่าวว่า เขื่อนปากลายอยู่ในขั้นตอนใกล้เคียงกับเขื่อนปากแบง คืออยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขแบบ

สานะคาม, เขื่อนแม่โขงตอนล่างลำดับที่หก
ห่างจากเขื่อนปากลายลงไปประมาณ 84 กิโลเมตร และเหนือชายแดนไทย-ลาวในจังหวัดเลยเพียง 2 กิโลเมตร คือเขื่อนแห่งที่ห้าบนลำน้ำในโครงการชุดเขื่อนฯ 11 แห่ง และเป็นโครงการในลำดับที่หกที่เสนอต่อ MRC เพื่อเข้ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า
ตามแผนงานเดิม เขื่อนสานะคามจะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 และจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2571 โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งออกไปยังประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรึกษาหารือฯ ของโครงการกลับล่าช้าโดยเริ่มขึ้นในปลายเดือนกรกฎาคม 2563 เนื่องจากต้องรอผลสรุปของโครงการเขื่อนหลวงพระบางก่อน และกระบวนการปรึกษาหารือฯ ของเขื่อนสานะคามกลับไร้ข้อสรุปและดำเนินมานานกว่าหกปีแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากข้อกังวลต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อดินแดนและอธิปไตยของประเทศไทย
ตามข้อมูลของ MRC เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง เหนือเมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ขนาด 684 เมกะวัตต์ มีความสูงเกือบ 60 เมตร และทอดยาวข้ามแม่น้ำเกือบ 1 กิโลเมตร
เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ใกล้กับชายแดนไทย-ลาวในจังหวัดเลยเป็นอันมาก โดยมีระยะห่างเพียง 2 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอเชียงคานซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของไทยเพียงประมาณ 25 กิโลเมตร ชุมชนที่อยู่ทางตอนล่างของเขื่อนจึงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยจากเขื่อนและเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้น สำหรับหน่วยงานรัฐแล้ว พวกเขามีความกังวลหลักคือดินแดนและอธิปไตยของประเทศ
นับตั้งแต่เริ่มกระบวนการปรึกษาหาหารือล่วงหน้า หน่วยงานของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้พยายามเจรจากับตัวแทนของลาวและขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ชี้แจงข้อกังวลที่มีเหล่านี้ โดยระบุว่าข้อมูลที่ส่งมาสำหรับกระบวนการฯ นั้นไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอแผนงานที่ระบุถึงกรอบเวลาสำหรับการจัดหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องรวมถึงแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่ออำนวยความสะดวกในการหารือระหว่างสองประเทศ
ประเทศไทยได้พยายามทบทวนแบบจำลองเพื่อประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนจากความผันผวนของระดับน้ำอย่างรวดเร็วบริเวณท้ายเขื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าผ่านกระบวนการ “Hydropeaking” ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำปริมาณมากอย่างรวดเร็วลงสู่ท้ายเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
l คลิปวิดีโอแนะนำโครงการเขื่อนสานะคามถูกเผยแพร่โดย MRC ในเดือนพฤศจิกายน 2021 ระหว่างการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนในระยะเร่งด่วน. เครดิต: MRC
การประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนในระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการในปี 2564 ครอบคลุมลำน้ำทางตอนล่างเป็นระยะทางราว 40 กิโลเมตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การดำเนินงานของเขื่อนอาจทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำอย่างรุนแรงในฝั่งไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดินแดนและอธิปไตยของประเทศ นอกจากนี้ มันอาจยังส่งผลกระทบต่อร่องน้ำหลักของแม่น้ำโขงซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศอีกด้วย, นายชุมลาภกล่าว
นายชุมลาภกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงเสนอให้ย้ายที่ตั้งเขื่อนไปยังจุดที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออาณาเขตของประเทศไทย
“มันใกล้มาก คุณจะควบคุมการปล่อยหรือปิดเปิดน้ำอย่างไรเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ? ระดับน้ำและตะกอนที่เปลี่ยนไปจะกระทบกับลักษณะทางกายภาพของแม่น้ำโขงที่อยู่ต่อจากเขื่อนลงมา ตลิ่งจะพัง และร่องน้ำลึกจะเปลี่ยนไป นั่นหมายความว่าเขตแดนจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่?”
“สรุปคือ อย่าสร้างตรงนี้เลย หลบ (เลื่อนไซต์) ไป” นายชุมลาภกล่าว
นายชุมลาภกล่าวว่า กระบวนการปรึกษาหารือฯ ของโครงการเขื่อนสานะคามผ่านการประชุมปรึกษาหารือในระดับประเทศแล้ว และกำลังรอการประชุมของคณะกรรมการร่วม (JC) ที่เป็นตัวแทนของประเทศสมาชิก MRC เพื่อจะร่วมกันพิจารณาประเด็นต่างๆ ก่อนที่จะบรรลุข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับโครงการนี้ เขายังบอก Bangkok Tribune อีกว่า ทางกระทรวงพลังงานได้แจ้งประเทศลาวอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไทยจะไม่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการนี้ จนกว่าลาวจะชี้แจงประเด็นเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน
“เรากำลังรอคำตอบจากลาวอยู่” นายชุมลาภกล่าว

