“จากทับลานถึงเขาใหญ่”, ผืนป่าที่ถูกเฉือน?

ประเด็นเนื้อหาถอดความและเรียบเรียงจากเวทีเสวนา “จากทับลานถึงเขาใหญ่” ผืนป่าที่ถูกเฉือน? ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุม SEA JUNCTION ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

จากทับซ้อนสู่เพิกถอน? ปัญหาสิทธิและที่ดินทับซ้อนในพื้นที่อนุรักษ์

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในผืนป่าทับลานแล้วก็ผืนป่าทั่วประเทศ มันไม่ใช่เพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว เราเจอปัญหาพื้นที่ทับซ้อนหรือการบุกรุก ขบวนการค้าสัตว์ป่า ล่าสัตว์ป่าข้ามชาติ แต่ในขณะเดียวกันที่เราต่อสู้ ก็ยังมีหน่วยงานที่กำลังจะเอาเอกสารที่มาจากไหนไม่รู้ลอยเข้ามาแปะอยู่ในเขตอุทยานฯ หรือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อันนี้มันเป็นความเจ็บปวดหนักกว่าที่เจอขบวนการ เพราะขบวนการเรารู้ชัดเจน เป้าหมายของเขาคือต้องการเสือโคร่ง ไม้มีค่า ไม้พยุง อันนี้เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นคู่ต่อสู้กับเราโดยตรง แต่ยังมีหน่วยงานที่ยังมาลักลอบหรือมีบุกรุกแอบแฝงโดยใช้เทคนิคกระบวนการของระเบียบต่างๆ มาดำเนินการ ในรูปแบบที่เราเห็นก็คือ ส.ป.ก.

ทับลาน ปี 2554, 2555 ผมลงไปจับกุมเองแล้วก็ไปต่อสู้ในคดี แล้วก็ต้องวิ่งไปขึ้นโรงขึ้นศาล หลังจากนั้นมาเป็นหน่วยพญาเสือ ปี 2560 ตอนนั้นอยู่ที่แก่งกระจานเป็นชุดปราบปรามและลงไปช่วยกัน 2,000 กว่าคนไปจับที่ทับลานมา พอมาปี 2559, 2560 ผมเป็นหน่วยพญาเสือก็ไปจับกุมอีก รอบหลังไปเจอ ส.ป.ก.ทั้งสิ้น

ที่เจ็บปวดกว่านั้นก็คือว่า ตอนที่เราไปเจอรอบ 2 มันมี ส.ป.ก.มายื่นจากคู่กระทำความผิด มาได้อย่างไร ตอนนี้คืออยู่ใน (เขต) พระราชกฤษฎีกาของทับลาน เราก็ดูจากแผนที่ 900 กว่าไร่ที่เข้ามาทั้งหมด 50 ถึง 60 แปลง เข้ามาเลย เข้ามาวางผังโดยที่ไม่มีแผน อยู่นอกเขตปฏิรูป (ที่ดิน) ด้วย อันนี้เรายังไม่พูดถึงขั้นตอนในการที่จะมาวาง ส.ป.ก. แต่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน มาวางนอกเขตอีก 900 กว่าไร่ อีก 54 แปลง เราก็ยังใจเย็นอยู่ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ส.ป.ก. มาทับแปลงคดี

ในระหว่างที่เราต่อสู้คดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม วันดีคืนดีปี 2562, 2564, 2565 ส.ป.ก. ก็ออกในแปลงทับแปลงคดีของเรา ลองคิดดูว่า สภาพที่ในกระบวนการยุติธรรมขบวนการของรัฐที่อยู่ด้วยกัน ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อจะช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ทำกินที่ถูกต้อง แต่กลับมีเอกสารให้กับกลุ่มทุน ให้กับกลุ่มทุน ผมเน้นเลย ถ้าออกเอกสารให้กับราษฎรที่ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีปัญหา กลุ่มทุนที่เราจับนี้ก็คือคดีที่เราจับอยู่แล้ว สุดท้ายเรามาเจอลักษณะอย่างนี้ ซึ่งมันทำไม่ได้

ในการกล่าวหาครั้งนั้น เขาก็เอาเอกสารฉบับนี้ไปยื่นต่อพนักงานสอบสวนชั้นอัยการและชั้นศาล สุดท้ายพอศาลรับ เขาเอาส.ป.ก.ฉบับนั้นมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ จากที่เราเป็นโจทย์ เขาเป็นจำเลย วันนี้เราเป็นจำเลย เขาเป็นโจทย์ เจ็บปวดช้ำหนักกว่านั้นก็คือ ขณะที่เราต่อสู้ ผู้ใหญ่ก็ยังไปให้กำลังใจกันอยู่ แต่ในขณะที่เราโดนคดี ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มาดูเราว่าเราโดนคดีอย่างไร ใครจะไปประกัน ใครจะทำอะไรต่อ มันไม่ใช่ระดับผม มันเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หน่วยลูกจ้างประจำ ผู้ช่วยอุทยานฯ หัวหน้าอุทยานฯ ที่ถูกฟ้องกลับ นี่คือความเจ็บปวดที่มันซ้ำในหัวใจของผู้พิทักษ์ป่า

หลังจากนั้น ทับลานก็มีมติ (เส้นแนวเขตปี 43) ก็เถียงกันตลอดมา คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็ตีตกประมาณ 2 ครั้ง หลังจากตีตกประมาณ 2 ครั้ง เราก็คิดว่าเราสามารถที่จะป้องกัน ถ้าเป็นมวยก็ขึ้นไปชกกันและป้องกันได้ว่า ทับลานไม่ถูกเฉือนไป 2 แสนกว่าไร่

สิ่งที่เรากำลังดำเนินมา พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 แล้วมาแก้เป็นปี 2562 เราเพิ่มความแข็งแรง และมีมาตรา 64 ให้ราษฎรมีที่อยู่ที่อาศัยที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ มต. 121 ก็สูตรเดียวกัน สำรวจถือครอง สำรวจผู้ยากไร้ผู้ยากจนให้มีที่ทำกินอยู่ในอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วันนี้เราพัฒนาพ.ร.บ.อุทยานฯ ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะฉะนั้น ราษฎรที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ทำกินอยู่ไม่ผิดกฎหมาย เก็บหาของป่าได้ มันเป็นกฎหมายสากลไปแล้ว

แล้วก็เขาใหญ่ก็มี (การสำรวจตามมาตรา 64) อยู่แล้ว แต่ก็มากระทบกับเขาใหญ่ จึงเป็นเหตุที่วันนี้มานั่งคุยกันเพราะว่าความเจ็บช้ำสุดท้าย คดีความต่างๆ ที่เราแจ้งความผอ.ส.ป.ก.ปี 2560 ปัจจุบันสรุปแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จบอย่างสวยงาม มันจบไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มันก็จะเกิดเหมือนกัน แพทเทิร์นเดียวกัน รูปแบบนี้มันก็จะเกิดในเขาใหญ่เช่นที่เราเห็นในภาพข่าวว่า มันมีเส้นแบ่ง แล้วก็เส้นที่เจ้ากรมแผนที่ทหารบอกว่า มันเป็นเส้นที่ส.ป.ก.ได้รับอนุญาตถูกต้อง

กรณีอย่างนี้ ต้องพูดถึงว่า เรามีทั้งงบประมาณ เรามีทั้งพระราชกฤษฎีกา เรามีทุกอย่างที่เป็นไปตามกฎหมาย ใช้เป็นคดีความมาตลอด แต่วันนี้ กลับมีเส้นแบ่งออกมาข้างล่างที่ตกท้องช้างลงไป แล้วก็บอกว่าเส้นนี้คือเส้น ส.ป.ก. แล้วคดีความตรงนี้จะจบอย่างไร? จบแบบสวยงามเหมือนเดิม? ในขณะเดียวกันเขตอุทยานฯ ที่มีการบุกรุกคดีจับกุมดำเนินคดีไปเสร็จ จบแบบนี้อีกแล้วเหรอ? เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ต้องออกมาต่อสู้อย่างที่เราเห็นนี้

รูปแบบของการได้มาของ ส.ป.ก. ได้มาโดยไม่ชอบ พูดกันตรงๆ ไม่ว่าจะแปลงไหนที่ ส.ป.ก.ออกมาทับอยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ การได้มาของ ส.ป.ก. หรือคนที่ได้มาจาก ส.ป.ก. หรือกระบวนการที่ทำกันเกิดขึ้นให้เป็นเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ทำมาโดยมิชอบ ถ้าพูดแบบนี้ จบ ถ้าคุณได้มาหรือการได้มาหรือกระบวนการที่ทำมาทำผิดกฎหมายผิดระเบียบ เพราะฉะนั้น มันก็เป็นแพทเทิร์นเดียวกัน มันเป็นรูปแบบเดียวกันในการออกมา อย่าลืมว่าอีก 5 ปีเป็นโฉนด ส.ป.ก. สามารถที่จะจับมือกับกลุ่มทุนไปพัฒนาพื้นที่ได้ อันนี้ต้องระวัง

หลักการ ส.ป.ก.มันเป็นหลักการเดียวกับเราเลย ผู้ยากจน ผู้ยากไร้ ต้องมีสิทธิ์ทำกิน อันนี้เป็นหลักที่ถูกต้อง คือตั้งแต่แรกในการประกาศ ส.ป.ก. พระราชบัญญัติปี 2518 ยืนใช้แบบนี้มา มันเป็นวัตถุประสงค์เดียวกับเรา แต่วันนี้คนที่ได้ไม่ใช่คนกลุ่มนี้ มันเป็นกลุ่มทุน เป็นผู้ที่มีอยากมี ส.ป.ก.ในทำเลสวยๆ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในการช่วงชิงได้มาหรือใช้โอกาสที่มันไม่เป็นปกติ เอามาทำแบบนี้ ทำแบบนี้มันไม่ได้ หลักการของ ส.ป.ก. คือเพื่อการเกษตร ราษฎรไม่มีที่ทำกินมาเข้าชื่อ แล้วก็ไล่เรียงตามลำดับไป ยิ่งคนใกล้พื้นที่ตรงนี้ก็เอาพื้นที่ตรงนี้ คนที่อยู่ตรงไหนก็ไปเอาตรงนั้น

(ส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ป.ก.) มาจากการประกาศของกรมพัฒนาที่ดิน แล้วก็จำแนกป่าเสร็จ แล้วก็ให้ส.ป.ก.ไปใช้ เขาประกาศทั้งอำเภอ ในทั้งอำเภอก็ต้องมาจำแนก คำว่าจำแนก ก็ต้องขีดเกณฑ์ว่า ถ้าเป็นป่าโซน C (Conservation) ห้ามแตะต้อง ถ้าเป็น A (Agriculture) กับ E (Economic) อันนี้กรมพัฒนาที่ดินส่งให้ ส.ป.ก.ไปจัดรูปแปลง แล้วถ้าเป็นเกษตรกรที่ทำกินอยู่ตรงนั้น ที่ขีดคุมทั้งหมด ส.ป.ก.ก็ไปจัดทำรูปแปลงเป็น ส.ป.ก.ให้ เนื่องจากเขาทำกินอยู่แล้ว ส่วนวัดโรงเรียนห้วยหนองคลองบึง ถนน ส.ป.ก. จัดออกไป กันออกไป แล้วส่วนที่เหลือถ้าเป็นป่าเสื่อมโทรม ไม่เกี่ยวกับป่าเลย ไม่เกี่ยวกับป่าโซน C หรือเป็นป่ากลุ่มใหญ่ หรือเป็นป่าต้นน้ำ อันนั้น ส.ป.ก. เอาไปจัด

ส.ป.ก.ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้น ส.ป.ก.ก็ว่าขีดทั้งอำเภอก็จัดได้ทั้งอำเภอ ที่เห็นอยู่นี้ ส.ป.ก.ก็เคยอ้างว่าเคยจัดอยู่ในอำเภอปากช่อง ก็ไปแปะอยู่ที่อำเภอปากช่อง ก็บอกว่าตรงไหนก็ทำได้

มันเป็นเรื่องวินัยความซื่อสัตย์ของข้าราชการ ถ้าทำตามแผน บทที่บัญญัติไว้ มันไม่เกิดปัญหาแบบนี้ เพราะฉะนั้น วินัยของข้าราชการที่ไปวางเอกสาร ส.ป.ก.ที่ผิดรูปแบบผิดระเบียบ อันนี้มาคุยกันว่า ตรงนี้ ใครเป็นคนทำ ทำได้อย่างไร แต่ที่ผิดเพี้ยนก็คือว่า กรมแผนที่ทหารไปรับรองแนวเขตตรงนี้ ที่ทำมาตกท้องช้าง (ทับซ้อนเข้ามาในแนวเขตของอุทยานฯ เขาใหญ่) บอกว่า พื้นที่ตรงเกิดเหตุดังกล่าวอยู่ใน ส.ป.ก. ยืนยันว่ามันไม่ใช่ และรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน เพราะว่ากรมแผนที่ทหารไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่า พื้นที่ตรงนั้น ชี้แล้วต้องเป็นแบบนี้ มุมมองก็คือว่า ลักษณะการทำอย่างนี้ ท่านต้องกลับมาดูกฎหมายว่า การกระทำอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นไปตามแนวเขตตามพระราชกฤษฎีกา มันกลายเป็นการเอื้อให้บุคคลที่ถูกกระทำความผิดไม่ได้รับโทษหรือเปล่า ต้องระวังประเด็นนี้ด้วย

คือนโยบายมันผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ ส.ป.ก.พออยู่ไปอยู่ไป เขานิ่งๆ ก็ไม่มีใครแตะเขา เขาก็ไปแก้ระเบียบ

สภาพปัญหาในภาพรวมทั่วประเทศ  

อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศมี 156 แห่ง ที่แจ้งมาตอนนี้มี 142 แห่งที่ส.ป.ก. ไปออกทับอยู่ในเขตอุทยานฯ เนื้อที่ประมาณ 230,000 ไร่ ยังไม่รวมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยกตัวอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เดียว แล้วเป็นหัวใจของคนทั้งประเทศ เป็นหัวใจของนักอนุรักษ์คือพี่สืบ นาคะเสถียร ก็คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง (พบทับซ้อน) หมื่นกว่าไร่ เขาใหญ่วันนี้ที่เห็นอยู่ประมาณ 3,000 ไร่ ที่แต่ห้วยขาแข้ง 10,000 กว่าไร่ อยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเลย 500 กว่า ในส่วนที่เตรียมผนวกมีตัวบทกฎหมายรองรับทั้งหมดแล้วซ้อนทับอีก 10,000 กว่าไร่ ในภาพรวมทั้งประเทศ ตัวเลขไม่ต่ำกว่า 250,000 ไร่ ที่มี ส.ป.ก.ไปซ้อนอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

เราถึงต้องบอกว่า วันนี้ที่เราออกมาพูด ก็ใช้โอกาสนี้ให้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัดของส.ป.ก. กลับไปคิดทบทวนตัวเองว่า ท่านออกโดยชอบหรือไม่ชอบ ท่านมีโอกาสที่จะถอนคืน ปรับคืนตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่บอกว่า ถ้าเป็นที่ซ้อนทับจริงๆ ก็เอาออกหมด อันนี้เป็นโอกาสของคนทั้งประเทศแล้ว ก็ทำเลย กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำเลย ท่านพูดแล้วต้องทำ ทำแล้วต้องทำเป็นหนังสือ และใน 30 วัน ต้องมีตัวชี้วัดออกมาเลยว่าทำได้กี่ที่ ไม่ใช่พูดเสร็จ มาอีกวันก็บอกว่า กรมแผนที่ทหารชี้ว่าตรงนี้อยู่ในเขต ส.ป.ก. ไม่แฟร์อย่างนี้ไม่ได้ ต้องชัดเจน คือทำกันแล้วทั้งประเทศก็ต้องพูดกัน

ถ้าท่านพูดถึงแบบนั้น มันเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับการที่เราจะมีพื้นที่ป่า อย่างน้อยพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเรา กรมอุทยานฯ ของเรามี 20% เศษนิดหน่อย กรมป่าไม้มีประมาณ 10% ในของกรมอุทยานฯ 20% เศษ เราเป็นพื้นที่มาตรา 121 กับ 64 ประมาณ 4.27 ล้านไร่ หรือประมาณ 1.5% เราเหลือพื้นที่ป่าจริงๆ อยู่ที่ 19% ของกรมป่าไม้มีอยู่ 10% วันนี้เป็นคทช.บ้าง เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์บ้าง ตีหลวมๆ ไม่เกิน 6% (เท่ากับเหลือประมาณ 4%) รวมกันตรงนี้ได้ 25% จากป่า 40% ที่เราต้องมี

เมื่อ 50 ปี 30 ปีที่แล้วเราอยู่ในพื้นที่ป่ากับประชากร 30 ล้านคน อยู่ในพื้นที่ 8 คูณ 8 วันนี้เรามีประชากร 70 ล้านคน เราอยู่ในกล่อง 4 คูณ 4 คุณก็รู้ว่าอากาศมันลดน้อยลง มลภาวะฝุ่นละอองต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นแบบนี้ ดังนั้น เทียบอัตราส่วนให้เห็นว่า วันนี้เราเจอปัญหาแล้วพื้นที่ป่าเรามีลดน้อยลง วันข้างหน้า เราก็จะเจอปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ไฟป่า น้ำแล้ง แลนด์สไลด์ต่างๆ เราเจอแน่นอน

ยกประเด็นที่เขาใหญ่ ทับลาน (จะเห็นว่า) กลุ่มที่ได้ส.ป.ก.ไปเป็นกลุ่มทุนทั้งหมด จะหลับหูหลับตาได้อย่างไร ผมเรียกร้องว่า เกษตรกรผู้ยากไร้วันนี้ ลุกขึ้นมาสู้กันเลย ถ้าส.ป.ก.จริงใจจริงๆ เพิกถอนให้หมด เพิกถอนกลุ่มทุนนายทุนที่มีที่ทำกิน บางคนมี 8 แปลง มี 10 แปลง เพิกถอนให้หมด แล้วให้เกษตรกรผู้ยากไร้ผู้ยากจนที่มีรายชื่อกำลังจะเข้ามาได้สิทธิที่ดินทำกินในส.ป.ก. ทำกันได้ไหม ถ้าทำได้ ประเทศชาติไม่ต้องกลัวไม่มีคนยากจน เพราะมีคนมีทำกินในที่ดินแล้ว เกษตรกรอย่างน้อยก็มีคำว่าพอเพียง

กรมป่าไม้โดนไม่น้อย ชอกช้ำกว่า เนื้อที่ 10 ล้านไร่ เป็น คทช.บางส่วน แล้วส.ป.ก.ก็ไปเอาอีกบางส่วน ที่เห็นบนภูเขา เป็นยอดๆ ส.ป.ก.ไปปักหมุดไว้หมดแล้ว การได้มาของส.ป.ก. ได้มาแบบไหน? การที่จะได้ส.ป.ก. มันง่ายแค่ไหนถึงได้มา?

ยืนยันว่าทุจริต มิชอบอยู่แล้ว ไม่มีใครอนุญาตหรอก ถึงพูดคำแรกหนักๆ ว่า ก็คือสำนึก ถ้าเป็นข้าราชการที่มีสำนึก ใครก็ไม่ทำหรอก เขาไม่ได้เดินลงไปเลย เขาขีดอยู่ในแผ่นกระดาษ ขีดสระน้ำ ขีดคร่อมป่า เอานั่งบนโต๊ะ แล้วก็บอกว่าอันนี้คือ นาย ก.นาย ข. ทิ้งประเด็นไว้ว่า ส.ป.ก. ตัดสินใจได้อย่างไรว่าใครได้ 1 ไร่, 40 ไร่, 2 ไร่, 29 ไร่ ทั้งที่อยู่ติดเคียงกัน อีกคน 2 ไร่ อีกคน 29 ไร่  อีกคน 12 ไร่ อีกคน 41 ไร่ มันได้อย่างไร? ประเด็นอย่างนี้มันอยู่ในเรื่องอย่างที่บอก มันไม่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มันมาแบบทุจริต

ยืนยันว่าอย่างไรก็แล้วแต่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ดำเนินการมาตามระเบียบ แล้วมีงบประมาณจัดทำทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ส.ป.ก.หรือว่ากรมพัฒนาที่ดินมีแต่แผนที่เขียนตกท้องช้างเข้าไปเขตอุทยานเขาใหญ่เท่านั้นเอง ไม่มีปักหมุด ไม่มีหมุดหมาย ไม่มีงบประมาณ ขีดเข้าไป แล้วก็บอกว่า นี่แหละคือของ ส.ป.ก.

FB LIVE RECORDING: SPECIAL FORUM: “จากทับลานถึงเขาใหญ่”, ผืนป่าที่ถูกเฉือน?

ปัญหาที่ดินทับซ้อนและการปรับปรุงแนวเขตฯ อุทยานแห่งชาติทับลาน และวาระ “เพื่อทราบ” ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ

คุณภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เรื่องมันถูกปูพื้นมาที่ทำให้เราเห็นกรณีปัญหานี้ เนื่องมาจากการที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติในเรื่องของการ “รับทราบ” มติคณะรัฐมนตรี ปี 2566 ในเรื่องของการที่จะเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานจำนวน 260,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากของพื้นที่อนุรักษ์ที่จะมีการเพิกถอน (ประชุมวันที่ 25 มค. 2567)

มูลนิธิสืบก็มีความกังวลกับกระบวนการในการเพิกถอนพื้นที่ตรงนี้ เพราะว่ามันค่อนข้างมีนัยยะสำคัญในเรื่องของพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยา ในเรื่องของการเป็นผืนป่ามรดกโลกด้วย ในขณะเดียวกัน กระบวนการในการเพิกถอนพื้นที่อนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ตรงนี้ หรือในพื้นที่บริเวณนี้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะมีผลต่อการเพิกถอนพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการใช้ประโยชน์ของชุมชนในจุดอื่นๆ ทั่วประเทศ เลยต้องให้ความสำคัญและมีการติดตามในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกัน กระบวนการในการที่จะเพิกถอนนี้ มูลนิธิไม่ได้ขัดข้องในเรื่องที่จะมีการสำรวจพื้นที่เพื่อที่จะให้ประชาชนที่เขาเดือดร้อนยากไร้หรือไม่มีพื้นที่ทำกินสามารถใช้ประโยชน์ต่อหลังจากที่เขามีการทำกินแล้วทำกระบวนการให้มันถูกต้อง สิ่งที่มันเกิดขึ้นสำหรับกรณีของทับลาน มันไม่ใช่กรณีของประชาชนผู้ยากไร้อย่างเดียว มันกลายมาเป็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีผู้เดือดร้อนก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรวมก็มีเรื่องของการเข้าไปซื้อเข้าไปขายแล้วก็เปลี่ยนสภาพพื้นที่เป็นพื้นที่เมืองพื้นที่ท่องเที่ยวโดยกลุ่มทุน ทำให้รูปแบบของการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ตรงนี้จะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่หรือทำกินอย่างถูกต้องให้เกิดการเปลี่ยนสภาพ และถูกการเปลี่ยนการถือครองโดยใช้รูปแบบเดียวกับทับลานเป็นตัวอย่าง มูลนิธิเลยคิดว่าจะต้องให้ความสำคัญและออกมาคัดค้านในประเด็นนี้

การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นภาพแรกที่อยากฉายให้เห็น แล้วจะโยงไปที่เขาใหญ่ การประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติครั้งที่ 1 ปี 2567 ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มค.ที่ผ่านมานี้ ที่ประชุมมีมติ “รับทราบ” (ไม่มีการพิจารณา) ในเรื่องของการที่ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติให้ความเห็นมาที่ ครม.

ข้อ 1 คือเห็นชอบในเรื่องของการปรับปรุงแนวเขตปี 43 โดยอ้างถึงปี 65 ที่ครม.ให้ไปดำเนินการ

ข้อ 2 เห็นชอบในเรื่องของการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม อันนี้เป็นประเด็นที่ผอ.ชัยวัฒน์มีความเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่

ข้อ 3 เห็นชอบให้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ 260,000 ไร่ให้กับส.ป.ก. เพื่อไปดำเนินการจัดที่ดินให้ราษฎรอยู่อาศัยทำกิน

ข้อ 4 ให้ไปทำงานกับชาวบ้านในการสร้างความรับรู้และความเข้าใจในเรื่องของการจัดการที่ดินตรงนี้ร่วมกัน

แต่คีย์สำคัญที่อยากจะพูดถึงและทิ้งไว้ในตัวแดงก็คือ  ทั้งนี้ ให้ยกเว้นมติ ครม. 30 มิถุนายน ปี 2541 ในเรื่องที่ว่ารัฐจะไม่นำพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย ก็คือ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือป่าอนุรักษ์ตามมติ ครม. ไปดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน มันจึงมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าโดยหลักการแล้ว พื้นที่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ หรือว่าพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ จะต้องไม่เอาไปออกโฉนด ส.ป.ก. หรือจะต้องไม่ไปดำเนินการจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ว่ามตินี้ค่อนข้างชัดเจนว่าให้ยกเว้นมติ ครม. ปี 2541 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ยกเว้นเฉพาะพื้นที่ทับลานเป็นพื้นที่แรกและเป็นพื้นที่เดียว อันนี้เป็นเรื่องที่ครม.เห็นชอบ

ประเด็นต่อมา สำหรับเรื่องของการดำเนินคดีที่มีคดีค้างอยู่ เขาไม่ได้ให้ ผอ.ชัยวัฒน์แก้ไขปัญหาอะไร แต่ให้ไปปรึกษากับกฤษฎีกาว่าจะเอาอย่างไร ถ้ากฤษฎีกาไม่แน่ใจในแนวทาง ก็ให้สู้ไปตามลำพัง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่เขาดำเนินการเพื่อคุ้มครองดูแลพื้นที่ แล้วก็เกิดคดีความกันอยู่

อันนี้คือคีย์สำคัญที่จะนำไปสู่การที่เราจะสูญเสียพื้นที่อนุรักษ์ขนานใหญ่เป็นพื้นที่แรก พื้นที่สีแดง (ในไสลด์) ถ้าพูดถึงภาพรวม เส้นสีดำก็คือแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่มีการประกาศมาตั้งแต่เริ่มต้น ประกาศอุทยานแห่งชาติทับลานมาเมื่อปี 2524 ตามพระราชกฤษฎีกาตามประกาศพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่สีฟ้าคือพื้นที่ที่มีการสำรวจแก้ไข พื้นที่ที่เราเรียกกันว่าพื้นที่ One Map ที่จะพยายามแกะพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ เอาออกจากพื้นที่เหล่านี้ ส่วนพื้นที่สีดำที่เป็นเส้นขีด หลังจากที่เขามีการถอดพื้นที่เหล่านี้ออก เขาอนุญาตหรือให้กระทรวงทรัพฯ ไปผนวกพื้นที่ทับลานเพิ่มเติม โดยให้พิจารณาคัดสรรหรือเลือกสรรพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ประชาชนเขาทำกินอยู่แล้ว บางพื้นที่ก็ยังมีสภาพเป็นภูเขาสูง อันนี้ต้องตรวจสอบกันอีกทีว่าลักษณะพื้นที่โดยรวมแล้วมันเป็นอย่างไร

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า หากมีการเพิกถอนพื้นที่ตรงนี้ สิ่งสำคัญคือระบบนิเวศที่เราเรียกกันว่า การเชื่อมต่อผืนป่าขนาดใหญ่ที่เป็นมรดกโลกดงพญาเย็นเขาใหญ่ จะมีปัญหาทันที เพราะว่าแนวเชื่อมต่อที่เป็นแนวระหว่างตัวทับลานกับเขาใหญ่หมายเลข 1 กับหมายเลข 3 มันจะมีพื้นที่ที่มีการเพิกถอนพื้นที่เพื่อออก ส.ป.ก. โดยตลอด จุดแดงๆ ที่เราจะรู้จักกันในเรื่องของอุโมงค์ทางเชื่อม 304 ที่เป็นถนนนี้ แนวนั้นทั้งแนวจะหายไป มันจะมีผลกับเรื่องระบบนิเวศหรือว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระบบนิเวศอย่างไร เดี๋ยวมาว่ากันต่อ

อันนี้เป็นประเด็นที่ตัวมูลนิธิให้การคัดค้านสำหรับเรื่องของการที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเห็นชอบในเรื่องของการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 260,000 ไร่

ประเด็นแรกคือ เรื่องของการที่ประชุมวันนั้น จริงๆ ต้องนำเรียนว่า การประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติไม่น้อยกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมาที่มีเรื่องของอุทยานแห่งชาติทับลานและการเพิกถอนเข้าไปอยู่ในวาระการประชุม คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยใช้กรอบกฎหมายของอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติแห่งชาติปี 2562 ตามมาตรา 64  ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์มาใช้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่ว่าในครั้งนี้ เป็นเรื่อง “เพื่อทราบ” ทำให้ตัวกรรมการเอง 2 ท่าน คือ ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ กับ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ให้ความเห็นว่า ไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะเพิกถอนพื้นที่ตรงนี้

ส่วนที่ 2 คือเรื่องของข้อเป็นห่วงในเรื่องของการสูญเสียพื้นที่ป่า จริงๆ แล้วกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีนโยบายในการที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทย แล้วก็มีความพยายามในการดำเนินการมาโดยตลอด สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของการที่เรากำลังจะขัดกับเจตนารมณ์ หรือว่าขัดกับนโยบายของกระทรวงในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยซ้ำ แล้วในขณะเดียวกัน การเพิกถอนในครั้งนี้ ในมติของคณะกรรมการอุทยานในครั้งนี้ ก็ค่อนข้างจะขัดกับยุทธศาสตร์ของกรมอุทยานแห่งชาติในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยซ้ำ ก็อยากจะให้มีการทบทวนเรื่องนี้ดีๆ และส่วนสุดท้ายคือ กระบวนการเหล่านี้มันจะนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่ป่าในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ในอนาคตต่อไป อันนี้เป็นข้อกังวลที่เราโชว์ให้เห็น

ช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าอุทยานแห่งชาติทับลานเขาไม่ได้แก้ปัญหา มันมีความพยายามในการแก้ปัญหามาโดยตลอดในเรื่องของการที่จะนำ พรบ.อุทยานแห่งชาติตามมาตรา 64 ในเรื่องของการมีการแก้ปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยพื้นที่ทำกินที่อยู่ในพื้นที่ มีการสำรวจดำเนินการเพื่อการแก้ไขปัญหา เพียงแต่ว่ากระบวนการทางกฎหมายยังไม่ดำเนินการจนได้ข้อยุติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันอยู่ระหว่างการดำเนินการทั้งสิ้น ซึ่งการที่อยู่ดีๆ มีมติ ครม.ออกมาว่าให้เพิกถอนพื้นที่ตรงนี้และส่งมอบให้กับ ส.ป.ก.ทันทีเลย มันค่อนข้างจะมีผลกระทบกับพื้นที่อนุรักษ์อย่างชัดเจน อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่เอามาให้เห็นว่า ทั้งหมดมีกระบวนการในการดำเนินการแก้ปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันยังไม่สุดแค่นั้น

เรื่องของตัวพื้นที่และประชาชนที่เขาอยู่ในพื้นที่ 20,000 กว่าราย มีพื้นที่ที่มีการสำรวจถือครองประมาณ 224,000 ไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเลขก็ใกล้เคียง จะบอกว่าตัวอุทยานฯ เองก็ไม่ได้ไปรอนสิทธิ์ชาวบ้านที่เขาทำกินมาแต่เดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ากระบวนการนี้แหละ คือปัญหาที่เราอยากจะมาถกกัน ทั้งหมดเกือบ 100% ที่มีการสำรวจเรียบร้อยหมดแล้ว มีคนที่ไม่มาแจ้ง ซึ่งก็คิดว่าอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หรือว่าเป็นกลุ่มทุนที่กลัวว่ามาแจ้งแล้วจะมีผลกระทบในเชิงคดีกับพื้นที่ด้วยซ้ำ อันนี้ก็เป็นความเห็นในทางแก้ปัญหา

สำหรับที่ทับลาน มองว่าปัญหาคล้ายๆ กับเขาใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น อันที่ 1 จริงๆ แล้วคนในพื้นที่ที่เขาอยู่มาแต่เดิม อยู่มาตั้งแต่แรก แล้วก็มีการทำกินในพื้นที่แต่เดิม ทางการเองควรจะดำเนินการเข้าไปสำรวจ แล้วก็ทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้เขาอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นบุคคลที่ยากไร้ไม่มีที่ทำกิน แล้วรัฐบาลก็มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้ ซึ่งตรงนี้ คิดว่าจะคล้ายๆ กับกระบวนการกับกลุ่มที่ 1 คือเข้าไปดำเนินการในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของจัดรูปที่ดินทำกินให้เรียบร้อย ให้เขาอยู่ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเรื่องของการไปส่งเสริมสาธารณูปโภคต่างๆ ให้เขาอยู่ได้อย่างปกติสุข

แต่กลุ่มที่ 3 ที่มีปัญหาแล้วคิดว่าไม่ควรที่จะเอามาเหมาเข่งอยู่ในการนิรโทษกรรมการเพิกถอนพื้นที่ 2 แสนกว่าไร่ตรงนี้ก็คือ กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มทุน เป็นกลุ่มบุคคลภายนอกที่เข้ามาซื้อขาย เปลี่ยนมือ และมีการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะของการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว หรือว่ารีสอร์ท หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มันไม่ใช่เจตนารมณ์ของส.ป.ก.ด้วยซ้ำ อันนี้คิดว่าต้องแยกกลุ่มออกมาและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด แต่อยู่ดีๆ การที่จะเอาทั้ง 3 กลุ่มนี้มาเหมาเข่งรวมกันแล้วก็นิรโทษกรรมเพื่อที่จะให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. รวมเลย คิดว่าอันนี้เป็นเจตนารมณ์ที่ไม่น่าจะถูกต้อง

Home to more than 800 fauna species, Dong Phayayen-Khao Yai is internationally important for the conservation of globally threatened and endangered species that are recognised as being of outstanding universal value, including Asian elephants.
Photo: Sayan Chuenudomsavad

นัยยะผลกระทบด้านนิเวศต่อป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่และสถานะการเป็นมรดกโลก 

รศ.ดร. นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มุมมองของนักวิจัยที่มองภาพรวมของตัวพื้นที่ตามเจตจำนงของอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ผอ.ชัยวัฒน์ ไปดำเนินการจับกุมผู้ที่มีปัญหาไปตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ก็ทำในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะว่าในช่วงนั้นก็จะเป็นปัญหาที่มันเป็น hot issue ในวันนั้นเหมือนกัน

ในวันนี้ปัญหาที่เราเก็บมา 10 ปี มันเหมือนมาแตกด้วยปัญหาของ ส.ป.ก. เจตจำนงของเขาก็คงเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการจะจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ยากไร้ แต่ในพื้นที่มันสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายที่จะ identify ผู้ยากไร้จริงๆ ออกมาจากผู้ไม่ยากไร้? ตรงนี้ กระบวนการนี้แหละที่มีปัญหามาโดยตลอด แล้วกระบวนการในการแยกผู้ยากไร้ออกมา ถ้าแยกออกมาได้จริงๆ จำนวนรายของส.ป.ก.ที่เห็นอยู่ที่จะต้องให้ที่ดินที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวน ไม่ว่าจะเป็นป่าถาวร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะต้องมีการให้พื้นที่ของอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์ฯ สิ่งนี้คิดว่า น่าจะเป็นความเจ็บปวดไม่ใช่เพียงแค่คนทำงานในกรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้ แต่มันน่าจะเป็นความเจ็บปวดของพวกเราคนไทยทุกคนด้วย อันนี้เราจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในมุมมองตรงนี้

ในภาพรวม เมื่อก่อนเราเรียกมันว่า “ดงพญาไฟ” ไม่ต้องพูดถึงว่ามันไฟอย่างไร อยู่ในนิยายหลายเรื่องเลย ก่อนปี 2496 ทำไมต้องเป็น 2496? เพราะมันคือตัวเลขวิเศษของกรมป่าไม้ มันเป็นป่าถาวรมาก่อน ก่อนหน้านี้ตรงไหนมันก็เป็นป่า พื้นที่ที่เราเห็นอยู่ เราเห็นเลยว่า ตรงไหนเป็นทับลาน ตรงไหนเป็นเขาใหญ่ มันก็ไม่พ้นภูเขา แต่ในอดีต เชื่อไหม จากสิ่งที่เกิดขึ้น สภาพของพื้นที่ที่ราบมันอยู่รอบนอกทั้งนั้น แต่วันนี้รอบนอกที่เคยเป็นถิ่นอาศัยสัตว์ป่าเกรด A มันถูกทำลายไปหมดแล้ว วันนี้สัตว์ป่าที่เคยอยู่รอบนอกแบบนี้ก็เข้ามาอยู่ในเขาใหญ่ในทับลาน จริงๆ แล้วมันไปเลือกใช้ถิ่นอาศัยที่มีคุณภาพแย่ๆ ต้องย้ำก่อนว่า ทุกวันนี้ที่เข้ามาอยู่กัน ไม่ว่าจะเป็นช้าง เสือโคร่ง กระทิง วัวแดง มันอยู่ในถิ่นอาศัยที่เมื่อก่อนมันอยู่ข้างนอก เป็นถิ่นอาศัยเกรด A แต่วันนี้ เราบังคับให้เข้ามาข้างในแล้ว อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

แล้วทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงในพื้นที่คุ้มครองที่เราบอกว่ามี 20% ของพื้นที่ที่อยู่ในมือของกรมอุทยานฯ เชื่อไหมว่า จากการทำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ 100% ใน 20% เป็นพื้นที่ราบเพียงแค่ 10% แล้วใน 10% ที่เป็นพื้นที่ราบ 7% เป็นพื้นที่ที่มีการถือครองใช้ประโยชน์เป็นที่ดินเกษตรกรรม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม ที่จะให้สัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้ง 100% ของพื้นที่คุ้มครอง มันมีเพียงแค่ไม่ถึง 5% เท่านั้นเอง อันนี้คือภาพฉายที่สังคมไทยต้องเข้าใจก่อน อย่าไปมองภาพว่า 20% ที่กรมอุทยานฯ ถือครองป่าเยอะเหลือเกิน 10% อยู่ในมือของกรมป่าไม้มันเยอะเหลือเกิน แต่ถ้าไปทำแบบสอบถามสัตว์ป่าว่าจะอยู่ในพื้นที่เป็นของ 2 กรมนี้สักกี่เปอร์เซ็นต์ มันก็ตอบได้ว่า ฉันอยู่ได้แค่ 5% แบบปกติสุข แล้ว 5% นั้นไม่ได้เป็นผืนต่อเนื่องกัน มันดันเป็นผืนเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ในพื้นที่แบบนี้แหละ ภูมิภาคที่เราเห็นนี้ มันก็เกิดถนนนี้เข้ามา 304 แล้วมันก็เป็นตัวเปลี่ยนเกมทั้งหมด ที่เราบอกว่ามันเป็นถนนในเรื่องของความมั่นคง หลังจากที่มีถนนนี้เข้ามา ดงพญาไฟก็ไม่เป็นดงพญาไฟอีกต่อไป สิ่งที่ตามมาก็คือ หลังจากปี 2496 มีถนน มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสภาพของตัวพื้นที่ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการประกาศพื้นที่ให้เป็นผืนป่าของมรดกโลก อย่าลืม ที่ว่าจะไปประกาศ ส.ป.ก. ถามยูเนสโกแล้วหรือยังว่าตรงนั้นเขาโอเคกับเราหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องใหญ่

ส่วนอันนี้เป็นภาพฉายในปัจจุบันว่า มนุษย์เราเองเปลี่ยนไปทั้งพื้นที่แล้ว พื้นที่ของไทยสามัคคี แล้วก็ตัวบ้านวังมืด บุพราหมณ์ มันเป็นตัวที่จะทำให้ป่าผืนนี้มันมีคุณค่าด้อยลงในฐานะความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่เป็นภูมิภาคที่สำคัญของอีสานใต้

มันด้อยลงไปอย่างไร? ลองมาดู ในปัจจุบันที่ตั้งหมู่บ้าน จะเห็นได้ว่า หมู่บ้านมันล้อมป่าอยู่แล้ว ในส่วนของการกระจายสัตว์ป่าวัวแดง ตอนนี้วัวแดงทั้งโลกที่อยู่ในธรรมชาติมีอยู่ 8,000 ตัว รายงานโดย IUCN มีอยู่ในพื้นที่ที่เป็นจุดชมพูหน้าตาแบบนี้ (ในไสลด์) แต่เขาใหญ่ไม่มี ในอดีตเขาใหญ่ก็น่าจะมี แต่ในวันนี้มีอยู่ทางฝั่งขวามือ กระทิงมีอยู่ทั่วไป คำถามคือกระทิงไปกองที่ตรงไหน? กระทิงกองที่ตรงนี้ ที่เป็นระบบของพื้นที่ที่เราบอกว่าเราทำ corridors แต่ข้างบนประชากรขนาดใหญ่ของกระทิงมันอยู่ในเขาแผงม้า จุดสำคัญของตัวพื้นที่ที่จะเชื่อมกัน มันดันไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ไทยสามัคคี อันนี้ปฏิเสธไม่ได้

ช้างป่า ในอนาคตช้างป่าประชากรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในมุมของไทยสามัคคีที่อยากได้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ในอนาคต ก็คือพื้นที่ที่เสี่ยงต่อช้างป่าออกนอกพื้นที่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พื้นที่เกษตรกรรมผืนนี้จะเจอเรื่องพวกนี้ตามมา

ในกรณีของสัตว์อื่นที่เป็นเหยื่อทั้งหลาย กวางป่า วันที่เราทำในวันนั้น เสือโคร่งยังมีอยู่ ขนาด 10 ปีที่แล้ว แล้ววันนี้เสือโคร่งเริ่มเดินไปทางฝั่งของทางเขาใหญ่มากขึ้น เพราะฉะนั้น ความสำคัญของผืนป่าที่มีอยู่ระหว่างทับลานและเขาใหญ่มันไม่ใช่มีหน้าที่เป็นเพียงแค่ buffer zones ของชาวบ้าน แต่มันมีหน้าที่ในเรื่องของการเชื่อมโยงของผืนป่าเข้าด้วยกันด้วย

อยากจะสื่อสารกับสังคม ที่บอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แล้วมันจำเป็นต้องยกให้กับชาวบ้านหรือเอาไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น? ขอยืนยันว่า วันนี้ป่าเสื่อมโทรมนี่แหละเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญ เพราะป่าเสื่อมโทรมส่วนใหญ่ที่เราต้องการยกให้ไปเป็นที่ดินทำกินในการปฏิรูป เป็นที่ราบ แล้วพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ที่สัตว์ป่าใช้ประโยชน์ประจำในฐานะที่เป็นทุ่งหญ้า สัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ ต้องการกินหญ้าที่มีพลังงาน ในขณะเดียวกันต้องการกินไม้ล้มลุกใบกว้าง ต้องการกินไม้พุ่มในฐานะพืชที่ให้โปรตีน

ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เห็นเป็นพื้นที่ว่างแล้วบอกว่า ฉันใคร่อยากจะแจก ไม่ใช่นะ กรณีแบบนี้ ถ้าอยู่ในกลุ่มป่าหรือในพื้นที่คุ้มครองที่เราบอกว่าถอดใจแล้วว่าเราจะไม่เอาสัตว์ป่า แบบนั้นมันพอมีเหตุผลที่จะไปทำได้ แต่ในกรณีมรดกโลกทางธรรมชาติที่มีอยู่ตอนนี้ ขอย้ำว่า ทุกตารางเมตรที่เป็นที่ราบถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ป่า ก็มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นสัตว์ป่าของประเทศไทยที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิด

ตรงนี้สัตว์ป่าไม่มีโอกาสได้มาบอกเลยว่า “ถามฉันหรือยัง?” พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าแต่เป็นพื้นที่ราบ แล้วเป็นพื้นที่ที่จะเดินข้ามไปเขาใหญ่ เอาไปใช้กันได้อย่างไร? ถามหรือยัง? ในฐานะที่ฉันใช้มาตั้งนานแล้ว ในอดีตพวกคุณก็ใช้ ฉันอยู่ข้างนอกคุณก็บังคับให้พวกฉันมาอยู่ข้างใน แล้วในวันนี้ก็บอกว่า อย่าไปใช้ตรงนั้นเลย จะขังเราให้อยู่แต่ในทับลาน ในเขาใหญ่ ไม่ให้เกิดในเรื่องของความเชื่อมโยง สังคมไทยต้องกลับมาคิดแล้ว

ทางออก

ตรงนี้อาจจะมองภาพว่า แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ได้อย่างไร? ก็จะบอกว่า ในบ้านเราวันนี้ มุมอนุรักษ์กับมุมพัฒนา อย่ามองว่ามันสุดโต่งด้วยกันทั้งคู่ แต่เราอาจจะมองภาพรวมว่า เราจะเชื่อมโยงอนุรักษ์และพัฒนาไปได้อย่างไร? กติกามี การบังคับการใช้กติกา อย่างเช่นเรื่องของการปฏิรูปที่ดินที่เจตจำนงที่ต้องการให้ผู้ยากไร้ถือครองที่ดิน ไม่มีใครเคยบอกว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่วันนี้ลองไปดูตั้งแต่วันที่วิจัย เอาประสบการณ์ที่วิจัยมา จะเห็นได้ว่า พื้นที่ทับซ้อนเหล่านี้มันถูกครอบครองโดยคนที่มีจะกิน แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ผืน 2 ผืน มันมีหลายผืนด้วย

ถ้าเอากฎระเบียบของส.ป.ก. มาบังคับใช้อย่างเข้มข้นจริงๆ เชื่อได้เลยว่า คนที่ไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่จะหายไปเกินครึ่ง บอกเลยว่ามันต้องหายไปเกินครึ่ง เพราะตอนไปทำแบบสอบถามด้วย ไปถามว่า ที่ย้ายมาที่บอกว่าเป็นผู้พัฒนาชาติไทยในไทยสามัคคี เหลือกันอยู่กี่ราย มันเหลือกันไม่ถึง 20% ที่เหลืออยู่ รุ่นพี่ที่อยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังไปซื้อที่ดินเลย แล้วบอกว่ามาทำรีสอร์ท แล้วก็บอกว่าโดนหลอกมาซื้อ แล้วก็มาทำรีสอร์ทหวังจะแก่ตายอยู่ที่นี่ แต่วันนี้กลายเป็นทุกขลาภเรียบร้อยแล้ว บอกว่าป่าไม้มาจับ ก็ไม่มีทาง บอกด้วยว่าชีวิตจะทำยังไงต่อ ก็บอกว่าอันนี้เป็นปัญหาที่พี่สร้างขึ้นมา ก็ต้องรับมันต่อไป

เหล่านี้ สังคมไทยกับเรื่องที่ดินมันต้องมาชั่งใจว่า สัตว์ป่ากับสิ่งที่เราต้องการที่จะจัดการก็คือ เรื่องที่ดินทำกิน 2 สิ่งนี้ สัตว์ป่าและคนต้องการที่ดิน ต้องการที่ดินหน้าตาแบบเดียวกัน ก็คือพื้นที่ราบ แต่พื้นที่คุ้มครองที่เหลืออยู่ให้กับสัตว์ป่ามันไม่เหลือแล้วพื้นที่ราบ เราเหลือแต่ภูเขา แล้วมีคนกลุ่มนึงที่ต้องการจะปกป้องผืนป่า แล้วต้องการจะส่งมอบพื้นที่ราบให้กับสัตว์ป่า ซึ่งสัตว์ป่านั้นได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพื่อสัตว์ป่า แต่เพื่อให้คนในอนาคตข้างหน้ายังคงมีทรัพยากรตัวนี้อยู่ในมือของเขา แล้วเขาจะตัดสินใจเองว่าทรัพยากรที่คนรุ่นเรามอบให้เขา เขาจะใช้ประโยชน์อย่างไร

ภาพรวม คงจะพูดว่าหน้าตาในพื้นที่ปัจจุบันเป็นแบบนี้ แล้วเราก็อยากจะยกพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าให้กลายเป็นพื้นที่ส.ป.ก. ไม่ขัดข้องเลย ถ้า 1. หาก ส.ป.ก.ให้โดยชอบกับคนที่สมควรจะได้ 2. อยากจะฝากทาง ส.ป.ก. ไว้เลยว่า บางพื้นที่ อย่างกรณีศึกษาของพื้นที่ที่มันมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ขืนให้พื้นที่ไป ในอนาคตก็เจอปัญหาช้างป่าล้านเปอร์เซ็นต์ ยังไงก็เจอเหมือนกับอ่างฤาไนไม่มีผิด เพราะฉะนั้น ให้ไปแล้วจะให้เขาไปทำกินตามใจฉันไหม อย่างเช่น ให้ไปทำพืชไร่ก็จะดึงสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อีก ให้ไปทำโรงแรม ในอนาคตโรงแรมที่นี่ก็จะถูกช้างป่ามาครอบครองที่แทน แล้วสุดท้าย ผลที่ตามมาช้างป่าก็จะถูกไฟดูดตาย ช้างป่าก็จะถูกยิงตาย เหล่านี้ คือภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ถ้าเราสามารถบอก ส.ป.ก.ได้ว่า พื้นที่แบบนี้ มันไม่ควรจะเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แบบพืชไร่หรือพืชสวนโดยทั่วไป แต่อาจจะบอกว่า ทั้งหมดที่เห็นนี้ ถ้าแจก ส.ป.ก.ให้กับผู้ยากไร้จริง รัฐควรจะส่งเสริมให้เป็นพื้นที่ป่า ซึ่งในที่นี้คือสวนป่า ขอยืนยันสัตว์ป่าขนาดใหญ่ไม่ได้อยากอยู่ในป่ารกๆ ทึบๆ เขาไม่อยากอยู่ในพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่น มีต้นไม้ปกคลุมอย่างมากมาย แต่สัตว์ป่าจำเป็นที่จะต้องใช้ระบบนิเวศที่หลากหลาย บางพื้นที่เป็นพื้นที่หนาแน่น บางพื้นที่เป็นพื้นที่โล่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง พื้นที่นั้นต้องมีพืชอาหารสัตว์ป่า

เมื่อมีพืชอาหาร ก็มีเหยื่อ เมื่อเหยื่อก็มีเสือโคร่ง ระบบนิเวศน์มันไปของมัน ประเทศไทยวันนี้เราไม่เคยเรียนรู้ว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากการมีสัตว์ป่า สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ว่าได้ประโยชน์อะไรจากการมีสัตว์ป่า แต่ในคน generation ของเรา สมควรที่จะหาทางออกให้กับสัตว์ป่าและให้กับเกษตรกรที่อยู่ในป่าแบบนี้ ทางออกก็คือ การเกษตรป่าไม้ ซึ่งเราตัดออกไปตั้งแต่พ.ร.ก.ปิดป่าไปแล้วในปี 2532, 2534 พอเราปิดป่าไปเราบอกว่าการตัดป่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ มันทำให้อาชีพป่าไม้หายไปจากสังคมไทย

เมื่อให้ ส.ป.ก. ไปแล้วในบางพื้นที่ ถ้าเราให้ลำดับความสำคัญแบบนี้ ถ้าในพื้นที่ที่เราเห็นทั้งหมดมันกลายเป็นป่าไม้ มีการทำไม้ตามรอบตัดฟัน เช่น 5 ปี 40 ปี 50 ปี 80 ปี เมื่อมีการทำพื้นที่ หลังการทำไม้ พื้นที่นั้นจะกลายเป็นพื้นที่หากินของสัตว์ป่าในช่วงที่รอการเติบโตไปเป็นหมู่ไม้ที่มีอายุมากต่อไป ตรงนี้จะเกิดการหมุนเวียนที่ไม่ใช่เป็นป่าที่ไม่มีการจัดการ การจัดการหมู่ไม้เพื่อสัตว์ป่า เป็นแนวทางหนึ่งของต่างประเทศที่เขาจัดการป่าให้ได้ทั้งปริมาตรไม้ใ ห้ได้ทั้งคาร์บอน และให้ได้ทั้งพืชอาหารสัตว์ป่า แนวคิดนี้บ้านเราไม่มีเลย บ้านเราขาวเป็นขาวดำเป็นดำ มองแยกกันไม่ออก ถ้ามีสัตว์ป่าต้องไม่มีการทำไม้ ถ้ามีการทำไม้คนทำไม้คือคนชั่ว ซึ่งตรงนี้คิดแบบนี้ไม่ถูก

เราต้องยอมรับในสภาพก่อนว่า 1.สัตว์ป่าไม่ได้ต้องการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ ทุกที่ 2.สัตว์ป่าต้องการที่ราบเหมือนกับมนุษย์ 3. สัตว์ป่าต้องการพื้นที่เปิดโล่งแบบเดียวกับมนุษย์ มนุษย์มีหน้าที่ออกแบบอยู่ร่วมกับมันว่า พื้นที่ที่เราเห็นแบบนี้ ถ้าให้ ส.ป.ก.ไปแล้ว จะอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้อย่างไร เพราะถ้าให้ไปในวันนี้แล้วบอกว่า ในอนาคตจะกลายเป็นพืชไร่พืชสวนทั่วไป เจอปัญหาช้างป่าแน่นอน

ลองจินตนาการ ถ้าให้เป็นโรงแรม วันนี้ตีนเขาใหญ่ทั้งหมดที่มีโรงแรม 4 ดาว 5 ดาว ถามว่าคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้ประโยชน์อะไรจากการมีโรงแรมตรงนั้น? สังคมไทยได้ประโยชน์จากการมีโรงแรมตรงนั้นมากน้อยแค่ไหน? แน่นอนภาคท่องเที่ยวเขาได้ แต่ในภาพรวม สัตว์ป่าเสีย เพราะวันนี้มีคอนโดมิเนียม หมีควายยังไปปีนคอนโดมิเนียม มีภาพข่าวอยู่เป็นประจำ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีความขัดแย้งที่ในอนาคตก็จะมาเกิดที่ฝั่งทับลานแล้ว เพราะฉะนั้น ในบทบาทหน้าที่ของป่าไม้ มัน ไม่ใช่เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าหรือพื้นที่เกษตรกรรม ความหมายคือ สัตว์ป่าจะไม่ใช้ สัตว์ป่ามาแน่นอน แต่เราจะออกพื้นที่ส.ป.ก. ให้กับผู้ยากไร้ ไม่พอ ต้องกำหนดด้วยว่า พื้นที่แบบนี้ไม่ควรทำพืชไร่พืชสวนแล้ว แต่ควรจะมาทำเกษตรกรรมป่าไม้ แล้วใช้หลักของป่าไม้เข้าไปจัดการพื้นที่

แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ทุกพื้นที่จะต้องมีสวนป่าเป็นการเกษตรป่าไม้ อย่างในบางพื้นที่ที่ไม่มีสัตว์ป่า และรัฐมองแล้ว กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้มองแล้วว่า เราจะไม่มีสัตว์ป่าในพื้นที่นี้ เราไปจัดการพืชไร่พืชสวนอยู่ร่วมกัน อย่างนี้ได้ แต่พื้นที่นี้ ยืนยันว่าถ้ายังเดินหน้ากันอย่างนี้ ขอแสดงความกังวลว่า เราจะถูกถอดถอนพื้นที่นี้ออกจากการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในเร็ววันนี้

ในมุมที่เราพูดแบบนี้ เราก็คงจะเสนอทางเลือกง่ายๆ ถ้าเป็นไปได้ ในอนาคตพื้นที่ไทยสามัคคี ส่วนที่เป็นสวนป่าก็คงต้องมี ส่วนที่เป็นทุ่งหญ้าที่ปรับปรุงเป็นถิ่นอาศัยสัตว์ป่าจะมาใช้ประจำก็ควรต้องมี ส่วนที่เป็นพื้นที่พัฒนาเขตเมืองก็คงยังต้องมี เพื่อให้คนที่มีสิทธิทำกินโดยชอบธรรมไปอยู่ร่วมกัน แล้วก็แก้ปัญหาในเรื่องของช้างป่าที่แน่นอนเลยว่าต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้ จำเป็นต้องมีการจัดรูปที่ดิน หัวใจสำคัญคือ ต้องมีการจัดรูปที่ดิน ไม่ใช่บอกว่าใครอยู่บ้านตรงไหนก็ให้อยู่ต่อไป รับรองเลยว่าปัญหาช้างป่าก็จะตามมา แล้วช้างป่าจะมีแนวโน้มเพิ่มประชากรเรื่อยๆ

พื้นที่นี้มีเสือโคร่งด้วย เสือโคร่งจะเข้ามาเป็นภัยคุกคามกับชาวบ้านหรือเปล่า? ชาวบ้านก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นที่ห้วยขาแข้งหรือที่นี่ ไม่เคยเห็นความสำคัญเลยว่าสัตว์ป่าจะมีไว้เพื่ออะไร ซึ่งตรงนี้กลายเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐ ในภาคประชาชนอย่างพวกเรา ที่เราจะต้องไปถึงยุคที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ามันเกิดขึ้นจริงได้ด้วย เพราะฉะนั้น มิติในเรื่องของอนาคตมันอาจจะไม่ใช่เป็นพื้นที่ครอบครองเพื่อการเกษตรกรรมอย่างเดียวก็ได้ แต่ในเมื่อมันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นยอดแล้ว เราอาจจะส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวสัตว์ป่าก็ได้ โมเดลการท่องเที่ยวสัตว์ป่ามีเยอะแยะให้เรามองและเป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูงด้วย เหล่านี้ เราจะพัฒนาพื้นที่อย่างไร มีกลยุทธ์ในการพัฒนาจัดการพื้นที่อย่างไร เป็นจินตนาการของมนุษย์ล้วนๆ

แต่สัตว์ป่า ขอฝากจุดสุดท้ายว่า สิ่งที่สัตว์ป่าพูดไม่ได้ก็คือสิ่งที่นักวิชาการในส่วนของมูลนิธิ และไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่ที่เขาอยากจะรักในเรื่องของการจัดการตัวพื้นที่ให้เป็นไปตามเจตจำนงของสังคมไทย ขอยืนยันว่ายังเหลืออยู่เยอะ แต่คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ทุกวันนี้หมดกำลังใจ เพราะเขาต่อสู้เดียวดาย

ในส่วนของมหาวิทยาลัย เราคงไม่สามารถจะไปเล่นบทบู๊ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ งานวิชาการมี ถ้าอยากสร้างงานวิชาการในเชิงลึก สามารถจะแสดงในเรื่องของการสร้างแบบจำลองทางสถิติแล้วเอาไปโชว์ทางกายภาพว่า ถ้ามีไทยสามัคคีหรือไม่มีไทยสามัคคี ป่าผืนนี้เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งสิ่งที่มันทำออกมามันก็จะเห็นได้เลยว่า ถ้าไม่มีไทยสามัคคี ป่าผืนนี้ การทำลายถิ่นอาศัยเกิดขึ้นแน่นอน การทำลายในเรื่องการเชื่อมโยงตามธรรมชาติของตัวพื้นที่มันเกิดขึ้นแน่นอน แต่ถ้าไทยสามัคคียังอยู่ ส.ป.ก.สร้างสรรค์ ส.ป.ก.ให้ในพื้นที่ที่มันควรจะให้ มีการจัดรูปที่ดิน และมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามศักยภาพของตัวพื้นที่ หลักการจัดการในทางเลือกที่ 5 ที่ 6 เหล่านี้ จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการจัดการพื้นที่คุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ IUCN ก็แฮปปี้ไปกับเราด้วย ในส่วนของชาวบ้านก็แฮปปี้ไปกับเราด้วย ในส่วนของภาคประชาชนก็คงจะเห็นในเรื่องของความสำเร็จในเรื่องความต้องการอนุรักษ์

ท้ายที่สุดตรงนี้ ก็คงอยากจะฝากทุกท่านที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจในเรื่องของส.ป.ก. คทช. มันไม่ควรจะมีเกณฑ์เดียว มันควรจะมีการลำดับความสำคัญของพื้นที่ มันควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของเป้าอนุรักษ์ก่อน เพราะพื้นที่อนุรักษ์แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว หลังจากนั้น ก็มองถึงในเรื่องของการใช้ประโยชน์ และการใช้ประโยชน์ตรงนี้เราไม่ได้มีแค่ปลูกอ้อยปลูกข้าว แต่เรายังมีการเกษตรป่าไม้ เรายังมีการเกษตรที่สามารถจะสร้างประชากรสัตว์ป่า มีการเอาเงินเข้ามาปรับปรุงถิ่นอาศัยสัตว์ป่าได้ เหล่านี้ ย่อมเป็นเครื่องมือที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญคน generation หน้าเขาจะได้ขนาดถึงความสำคัญของการมีป่า มีสัตว์ป่าและมีต้นไม้

 ชฎาภรณ์ ศรีใส เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ในนามของมูลนิธิสืบ ในเรื่องของมุมมองด้านนิเวศ การเพิกถอนพื้นที่ทับลาน 260,000 กว่าไร่จะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร? เท่าที่ทุกคนทราบก็คือ ดงพญาเย็นเขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติแหล่งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งตัวอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา หรือว่าตาพระยาก็ตาม ซึ่งพื้นที่ตรงกลางตรงนี้ หากมีการเพิกถอนพื้นที่ 260,000 กว่าไร่ มันจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศเหมือนกัน

ซึ่งอย่างที่อาจารย์นันทชัยได้นำเสนอไป พื้นที่ชุมชนที่เป็นพื้นที่สีแดงมันก็มีการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมีการเพิกถอนพื้นที่ตรงนี้ไป มันก็ยังมีการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าด้วยเหมือนกัน ผลกระทบมันก็ยังไม่ถูกแก้ ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ก็เคยถูกตั้งประเด็นว่าจะถูกขึ้นอยู่ในสถานะเสี่ยงของการปลดออกจากการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติมาแล้ว น่าจะ 2 ครั้ง ซึ่งมันมีประเด็นในเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า เรื่องของไม้พยุง การสร้างรีสอร์ทในพื้นที่อนุรักษ์ และเรื่องของการสร้างอ่างห้วยโสมง ซึ่งมันก็มีการดำเนินการแก้ไขของหน่วยงานภาครัฐ และทำให้กลุ่มดงพญาเย็นเขาใหญ่ไม่ได้ถูกขึ้นอยู่ในสถานะความเสี่ยงนี้แล้ว

ก่อนหน้านี้ มันจะมีการที่จะเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 65,000 กว่าไร่ ซึ่งทางกรมอุทยานก็เป็นห่วงกังวลว่า จะทำให้อยู่ในภาวะเสี่ยงอีกครั้งที่จะถูกปลดจากการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเพิ่มจาก 60,000 มาเป็น 260,000 กว่าไร่ มันก็จะยิ่งเสี่ยงหรือหลุดจากการเป็นมรดกโลกมากยิ่งขึ้น อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกด้วยเช่นกัน

ซึ่งในมุมมองของมูลนิธิเอง การเพิกถอนพื้นที่ตรงนี้ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน ควรจะมีการแก้ไขปัญหาโดยกระบวนการของรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 64 ของพรบ. อุทยานแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้คนที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ตรงนี้ เราสามารถจะให้เขามาช่วยเป็นกำลังเสริมในการปกป้องรักษาป่าตรงนี้ได้ ไม่ใช่จะยกพื้นที่ทั้งหมดให้ส.ป.ก. ไปดำเนินการต่อในการจัดสรรพื้นที่ต่อไป ซึ่งก็เป็นประเด็นห่วงกังวลของมูลนิธิด้วยเหมือนกันว่า มันจะถูกส่งพื้นที่ตรงนี้ให้กับกลุ่มนายทุนมากยิ่งขึ้น

An Alro boundary marker found in a forest reserve near Khao Yai in a fresh examination on Friday by Mr. Chaiwat. Several of these were alleged of marking the plots subject to distribution for a hotel owner. Photo: ©Thiti Wannamontha

แนวทางการแก้ปัญหาแนวเขต ส.ป.ก ทับซ้อนพื้นที่อนุรักษ์

คุณธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีมาเป็นตัวแทน ขออนุญาตลงรายละเอียดถึงความเป็นมาในที่พิพาทเหวปลากั้ง (ขึ้นภาพถ่ายทางอากาศ) เดิมทีเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. นครราชสีมาไปออกจัดสรรที่ดินบริเวณดังกล่าว ที่ได้ลงพื้นที่ไปดู เวลานั้นปีพ.ศ 2496 ก็ยังเป็นป่าไม้อยู่

จากปี 2496 มา ปี 2512 จะเห็นว่าป่าไม้เริ่มหมดไปแล้ว จะเริ่มมีการเข้ามาทำมาหากิน ปี 2517 จะเห็นชัดเจนว่าจากปี 2496 จนถึง 2517 จะเริ่มเห็นมีแปลงแล้ว เลยไปเริ่มมีถนนและเริ่มแบ่งเป็นแปลง ก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ แต่มีการเข้าไปทำประโยชน์แน่นอน

ปี 2526 จะเริ่มชัดเจนกว่าปี 2517 ก็มีการเข้าทำประโยชน์ตลอดมา

ปี 2529 ต้องเรียนว่าตามเอกสารที่ได้รับมา กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ส.ป.ก.อยู่ภายใต้การบริหารงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพฯ เพิ่งมาในตอนปี 2545

ปี 2529 มีการจำแนก (ที่ดิน) มาจากปี 2527 แล้ว ทำไมต้องจำแนกตามเอกสาร? เพราะเขาบอกว่า มีประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ปี 2529 ยังไม่ได้เป็นเขตส.ป.ก.

ปี 2537 เราก็อ้างในเรื่องของกฤษฎีกาปี 2534 มติครม. ปี 2530 ว่า หลังจากที่จำแนกมาเมื่อปี 2527 เนื่องจากมีราษฎรเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่ดังกล่าวนี้ มติครม. ก็บอกว่า ตรงนี้จะให้ ส.ป.ก.เข้ามาดูแล ซึ่งมีการประชุมครั้งที่ 2 ของปี 2531 คณะกรรมการคปก.บอกว่า เดี๋ยวจะรับที่ดินนี้มาจัดสรรให้กับเกษตรกร และเมื่อปี 2534 ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา

ปี 2542 จะเริ่มเห็นจากการที่ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์ ปัจจุบันเริ่มที่จะไม่เข้าทำประโยชน์แล้ว เพราะเริ่มมีป่าไม้สภาพฟื้นฟูออกมา แต่ก็ยังมีร่องรอย ในเรื่องของถนนและทางหายไปตามกาลเวลา

ปี 2545 ไม่มีละ เป็นป่าไม้แล้ว สุดท้ายปี 2560 เป็นป่าไม้แบบชัดเจน

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของข้อพิพาทในเรื่องของเขาใหญ่ สภาพปัจจุบันที่เราเห็น ถัดจากปี 2560 มา 7 ปี ปัจจุบันคือปี 2567 ชาวบ้านบอกว่าเขาเคยทำกินมาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงประมาณช่วงปี 2530 กว่า แล้วเขาก็บอก ในคำพูดเขา เขาบอกว่าป่าไม้ไปไล่เขา ไม่ให้ทำกิน แล้วการเจริญเติบโต ในเรื่องของไฟฟ้าก็ไม่มีเข้าไป เขาก็เลยออกจากพื้นที่มา แล้วก็เลยไม่ได้เข้าไปทำมาหากิน มันเลยเป็นสภาพพื้นที่อย่างที่เห็น อันนี้เป็นคำพูดของชาวบ้านโดยที่ไม่มีหลักฐาน มีแต่คำพูดอย่างเดียว แต่เขามี ส.ค. 1 ตั้งแต่ปี 2498 ที่ชัดเจนว่าทำมาหากินอยู่

แต่ด้วยระเบียบของ ส.ป.ก.ปี 2564 ในเมื่อคุณไม่ได้เข้าทำประโยชน์ คุณจะไม่สามารถจัดสรรที่ดินดังกล่าวให้กับประชาชนได้ แต่ประชาชนดังกล่าวได้ร่วมมือกับข้าราชการ ส.ป.ก. นครราชสีมาโดยไปรังวัดในที่ดินที่เป็นป่านี้ แล้วก็บอกว่าเขาเคยทำประโยชน์มา แต่การทำประโยชน์ต้องทำประโยชน์ต่อเนื่อง จากระเบียบของ ส.ป.ก. ปี 64 ถึงจะสามารถจัดสรรได้ แต่ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ แล้วมันเป็นพื้นที่ป่าก็ไม่สามารถจะจัดสรรได้ แต่ไปออก ไปเขียนให้การเท็จกันว่า ไปปลูกข้าวโพด ไปปลูกมัน แล้วก็ไปวัดกัน แล้วก็แจกกันมันส์เหมือนพี่ชัยวัฒน์บอก ตรงนี้ไม่ปฏิเสธ เพราะมันคือเรื่องจริง ก็เอาเรื่องจริงมาคุยกัน

ก็ไปจัด (ที่ดิน) ทั้งหมด 59 แปลง แล้วที่ไปจัดได้ก็บอกว่า นี่คืออยู่ในเขตของ ส.ป.ก.ตามพระราชกฤษฎีกา เลยใช้อำนาจพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินปี 2518 ที่มีกฎหมายอยู่ แล้วก็ระเบียบปี 2564 ในการเข้ามาจัด แต่มันจัดไม่ได้ อย่างนี้คือมันจัดไม่ได้ มันผิดกฎระเบียบ ตอนนี้ท่านคณะรัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทั้งหมดแล้ว และตอนนี้จัดไปทั้งหมด 12 แปลง 9 ราย ไม่รวมที่ไปเจอที่ดงพญาเย็น อันนั้นคือแปลงที่ 13 และแปลงที่ 14 เราก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นใครบ้าง สิ่งที่เอามาโชว์ให้ดูว่า ทำไมถึงมีการจัดสรร เพราะภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศมันมีร่องรอยการเข้าไปทำประโยชน์ อันนี้คือส่วนที่ 1

ในส่วนที่ 2 ต้องพูดกันตรงๆ เราต้องยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.นครราชสีมาไม่มีสำนึก ไปจัดที่ดังกล่าวทำลายป่า ทำให้เสียทรัพยากร ป่าไม้ กว่าจะปลูกได้ใช้เวลาเป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปี แต่ใช้รถไถรถแม็คโครประมาณ 5 นาที 10 นาทีก็พังแล้ว ซึ่งผมพูดเรื่องนี้ตลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ทุกคนทั่วประเทศจะเป็นคนชั่ว ต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนไม่ดี

ที่ว่าเป็นเขตของ ส.ป.ก. คือเป็นตามมติของคณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ติดเลย ถ้ากระทรวงทรัพฯ จะเอาคืน ถ้าอุทยานฯ จะเอาคืน ถ้าป่าไม้จะเอาคืน ทางกระทรวงทรัพฯ ก็เสนอไปที่ครม. ได้เลยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าแล้วจะขอคืน กระทรวงเกษตรไม่ติด ทุกพื้นที่เลย ได้ปรึกษากับท่านรัฐมนตรีแล้ว ท่านเห็นด้วยว่า ถ้าปัจจุบันเป็นพื้นที่ป่าแล้วมีปัญหาพิพาท เราไม่ต้องเอา ให้เป็นเขตกันชน ถ้าท่านอยากได้คืน ให้กระทรวงทรัพฯ เสนอ ครม. แล้วให้เป็นมติ ครม.เอาที่ดินนี้คืนไปเลย เพราะอย่างไรก็เป็นป่าอยู่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ หรือ ส.ป.ก. ก็จัดสรรพื้นที่ป่าให้กับเกษตรกรไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ต้องเรียนอย่างนี้ว่า ในบางพื้นที่ที่ ส.ป.ก.ได้จัดสรรไปแล้ว สภาพเดิมเป็นป่า แต่ ณ ปัจจุบันนี้ คนที่เป็นเกษตรกร ณ เวลาในปี 2530 เขาก็มีลูก ลูกเกิดมาก็ส่งไปเรียนหนังสือ บางคนก็จบปริญญา บางคนรับราชการบ้าง บางคนไปทำงานโรงงานไปมีประกันสังคม ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเป็นเกษตรกร เขาไม่ได้มีสิทธิ์เป็นเกษตรกรก็ไม่สามารถที่จะมารับมรดกหรือตกสู่ทายาทได้ เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ก็อาศัยช่องว่าง ก็มีนายทุนเข้าไปคุยกับชาวบ้าน โดยผ่านเจ้าหน้าที่ส.ป.กบ้าง ผ่านผู้ใหญ่บ้าง ผ่านอบต.บ้าง แล้วก็ไปขายกัน อันนี้เราต้องเอาความจริงเข้ามาคุยกัน ทางผมไม่ได้ปิด ไม่ได้แอบ ทางกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ก่อนมา มีชาวบ้านที่กลางดงจะเอามีดมาแทงคอตัวเองที่กระทรวงเกษตรฯ หน้าห้องท่านรัฐมนตรี เนื่องจากเขาโดนหลอกขายที่ส.ป.ก.ตั้งแต่ปี 2549 เสียเงินไป 600,000 บาท ร้องห่มร้องไห้ ต้องเข้าไปนั่งคุยว่าเกิดอะไรขึ้น เขาโดนหลอกเขาไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎระเบียบ แต่ไปโดนข้าราชการบางคนไปหลอกขายว่าป้าเอาเงินมา 600,000 บาท เดี๋ยวจะให้ที่ป้าไป พอถึงเวลาไปทำมาหากินตำรวจก็ไปแจ้งความกับเขา นี่มันคือความอัดอั้นตันใจของคนที่โดนหลอกขายที่

การที่มาคุยวันนี้ เรื่องที่ไปติดประเด็นว่า ตรงนี้เป็นเขตส.ป.ก. หรือเป็นเขตอุทยานฯ? กระทรวงเกษตรฯ เราไม่เถียง ส.ป.ก.ไม่เถียง เพราะถือว่ากรมแผนที่ทหารที่ก่อตั้งมาประมาณ 140 กว่าปีได้ชี้ไปแล้ว ส่วนพี่ชัยวัฒน์มีหลักฐานอื่น ไปคุยกับกรมแผนที่ฯ เอาเอง แต่กระทรวงเกษตรฯไม่ได้ติด ถ้าจะเอาที่ตรงนี้คืน ให้กระทรวงทรัพฯ เสนอเข้า ครม. แล้วเป็นมติครม.เอาคืนไปเลย ท่านรัฐมนตรีร้อยเอกธรรมนัสไม่ติด ต่อให้เป็นที่ส.ป.ก.เราก็ไม่จัดสรรให้ แล้วจะทำแบบนี้ทั่วประเทศ

ท่านรัฐมนตรีสั่งการแล้วว่า ถ้าเป็นเขตตามที่อาจารย์บอกว่าอย่างดงพญาไฟ เมื่อก่อนเป็นดงพญาไฟ ตอนนี้เป็นดงอะไรแล้วก็ไม่รู้ เพราะโรงแรมขึ้นเต็ม ไม่เป็นไร ใครที่ทำผิด ประกาศไว้เลย ท่านรัฐมนตรีบอกว่า คนที่ได้รับสิทธิ์เอกสาร ส.ป.ก 4-01 ไป แล้วคุณไม่เข้าทำประโยชน์ คุณเอาไปขายให้กับคนอื่น ไม่เป็นไร วันนี้คุณใช้เงินไป คุณมีความสุขไป เดี๋ยวผมจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบโรงแรมที่เป็นพื้นที่ส.ป.ก.ว่าคุณได้เข้าทำประโยชน์จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ทำจริง 1.รื้อ 2. ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็ดำเนินคดีกับผู้ที่ได้รับการจัดสรรไปด้วย ถือว่าคุณไม่ได้เข้าทำประโยชน์จริง และคุณไปใช้กลไกที่ทางรัฐจัดให้ว่าคุณเป็นเกษตรกร เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นโดยที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม เราจัดการแน่นอน เป็นนโยบายของท่านรัฐมนตรี เราไม่ได้นิ่งนอนใจ

แต่ขอพี่ชัยวัฒน์ว่า ถ้าจะไปต่อว่าเจ้าหน้าที่รังวัดที่เกษียณไปแล้ว แล้วทำก่อนเกษียณแล้ว ไอ้นี่ชั่ว ผมยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าส.ป.ก.ทั่วประเทศ หน่วยงานอื่นทั่วประเทศอีก 71 ส.ป.ก.จะต้องเป็นคนชั่วด้วย ต้องให้ความเป็นธรรม ที่โกรธ โกรธเรื่องเดียวคือ ส.ป.ก.ชั่ว แต่มันไม่ได้ชั่วทุก ส.ป.ก. คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี กระทรวงเกษตรฯ ส.ป.ก.ไม่เคยไปต่อว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่เคยไปต่อว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งที่มีข่าว เราไม่เอาประเด็นนี้มาเล่น เพราะเราถือว่าเราเป็นเพื่อน เราเป็นหน่วยงานราชการ เราเคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ เหมือนกัน

ส่วนที่ 2 ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย วันนี้ท่านรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องของปฏิบัติงานว่าคุณไปออกในพื้นที่ป่า ส่วนผมไปแจ้งความดำเนินคดีที่ ปปป.แล้ว เดี๋ยวจะมีหมายจับคนชั่วที่บอก ที่ไปออกอย่างนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวมีหมายค้นหมายจับแน่นอน 2 คน คนหนึ่งไปวัดแล้วก็เกษียณไปเลย อีกคนนึงไปวัดเสร็จแล้วก็โดนเลิกจ้างไปเลย คนที่ตกระกำลำบากก็คือคนที่เป็นข้าราชการยังอยู่ ส่วนคนที่ไปเซ็นก็โดนหมด

ส่วนนโยบายของท่านรัฐมนตรี ท่านมีนโยบายว่า 1. ท่านไม่ติด ถ้ากระทรวงทรัพฯ จะเอาพื้นที่ดังกล่าวคืน ก็เสนอเข้าครม. แล้วให้เป็นมติ ครม.ว่าจะเอาพื้นที่แนวแบบนี้ ป่า ที่จะมีปัญหาจะเอาคืน แล้วเป็นของอุทยานฯ เป็นของป่าไม้ กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ติดปัญหาตรงนี้ แต่ถ้ายังไม่มีมติคณะรัฐมนตรี แล้วไปชี้ว่าเป็นเขตของส.ป.ก. เราก็จะไม่จัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร เราจะไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง เราจะทำเป็นป่า แล้วก็จะเป็นอนุรักษ์ป่า ส่งเสริมการปลูกป่า

ระเบียบ ส.ป.ก.

ส่วนที่ดินของ ส.ป.ก.ทั้งหมดที่เราได้รับมา เรารับมาจากป่าไม้เนื่องจากประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ เขาก็จัดสรรมาให้เป็น ส.ป.ก. เพื่อว่า จากที่เข้าไปบุกรุกป่าผิดกฎหมาย ก็เลยให้มาเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อให้มันถูกกฎหมาย แล้วก็ให้ทำมาหากิน แต่อย่างที่บอก กฎหมาย ส.ป.ก. มันมีตั้งแต่ปี 2518 ปัจจุบันนี้ปี 2567 ระยะเวลาก็ผ่านมานาน การดำเนินงานของพื้นที่นั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา

ถามว่าทำไมบางพื้นที่ที่เป็น ส.ป.ก. ถึงมีปั๊มน้ำมัน ทำไมเราถึงมีอพาร์ทเม้นท์ เพราะมันเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ถ้ามันเป็นพื้นที่ป่า ความเจริญเติบโตก็ไม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเอื้อประโยชน์ แต่เราก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า กฎหมายปฏิรูปที่ดินและระเบียบเราเปิดช่องว่าง เราเปิดช่องจริงๆ งบประมาณปีๆ หนึ่ง ส.ป.ก. ได้ประมาณพันกว่าล้าน จ่ายเงินเดือนข้าราชการหมดไป 800 ล้านบาทแล้ว เหลืออีกแค่ 400 ล้านบาท ก็ไม่ต้องทำอะไร มีข้าราชการประมาณ 2,000 คน ข้าราชการก็ไม่สามารถจะลงไปสอบสวนเหมือนตำรวจ เหมือนหน่วยงานอื่นที่มีบุคลากรเพิ่ม แต่ไม่เป็นไร ก็ตั้งใจวางแผนว่าจะพิสูจน์เรื่องอย่างนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวจะลงไปดูตามแนวทางที่ชี้ ไปเพิกถอนดำเนินคดีเอาไปเป็นหลักเกณฑ์ ส่วนต่อไปรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่าจะอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงอื่นไม่ต้องสนใจ จะวางรากฐานไว้ ถ้าคนที่มาต่อข้างหลังแล้วทำไม่ดี ก็ให้พี่น้องประชาชนตัดสิน

ส่วนในเรื่องของการจัดสรร เราใช้ระเบียบ ส.ป.ก. คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน ในเรื่องของการโอนสิทธิ์ ในการใช้สิทธิ์ ต้องแยกอย่างนี้ว่า ส.ป.ก. 4-01 ก็คือ ส.ป.ก. 4-01 โฉนดเพื่อการเกษตร ก็คือโฉนดเพื่อการเกษตร แต่ต้องครอบครอง ส.ป.ก. 4-01 มาแล้ว 5 ปี หรือครอบครองต่อเนื่องมาแล้ว 5 ปี ถึงจะมาขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดเพื่อการเกษตรจะใช้ระเบียบปี 2566 ส่วน ส.ป.ก. จะใช้ระเบียบปี 2564

ในการจัด 2 ระเบียบจะแตกต่างกันอย่างนี้ ในปี 2564 ส.ป.ก.ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ แต่สามารถตกสู่ทายาทได้ ยกตัวอย่างเช่น มีภรรยา ไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน วันหนึ่งตายไป ภรรยามีสิทธิ์ที่จะเข้ามาในเรื่องของชื่อ ของส.ป.ก. 4-01 ได้ แต่จะต้องไปสอบผู้ใหญ่บ้าน จะต้องไปสอบปกครองท้องที่ว่าเขาเป็นสามีภรรยากันจริงหรือเปล่า นี่คือกรณีที่ 1 ทายาท กรณีที่ 2 ถ้ามีภรรยาแล้วไม่ได้จดทะเบียนสมรส พอตายภรรยาตาย มีลูก ลูกคนนี้จะต้องได้รับการรับรองบุตรไปแล้ว 10 ปีหรือเป็นบุตรบุญธรรม 10 ปีถึงจะมีสิทธิ์ที่จะได้ ส.ป.ก. 4-01 อันนี้ตามปกติเลยในเรื่องของเกษตรกร

แล้วส.ป.ก.มี linkage บัตรประชาชนใบเดียว ลิงค์หมดเลยว่า คุณมีประกันสังคมไหม คุณมีครอบครองที่ดินเท่าไหร่ คุณได้ทำงานมีรายได้เท่าไหร่ คือมันเข้าคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร แต่มันก็ยังมีคนชั่วอีก คนชั่วที่ไปเอาชื่อใครก็ไม่รู้ไปลิงค์มาแล้วก็ไม่ขึ้นตามบัตรแล้วเอาชื่อมาใส่ นี่คือเรื่องจริง เราไม่ปฏิเสธ แต่การทำแบบนี้ พอมันไม่ตรวจสอบเจอไม่เป็นไร แต่พอตรวจสอบเจอโดนคดีหนักแน่นอน แล้วเราดำเนินคดี ไม่ได้ดำเนินคดีเฉพาะ 137 ให้ความเท็จต่อเจ้าพนักงานอย่างเดียว จะเล่นว่าสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดรับโทษ 2 ใน 3 ด้วย เราเอาหนักเลย แล้วจะเอาพวกนี้เป็นบรรทัดฐาน

อย่างที่บอก จะทำตรงนี้เป็นบรรทัดฐานในเรื่องของการปราบปรามนายทุน ปราบปรามคนที่ไม่ใช่การเกษตรกร แต่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ไม่ใช่ธรรมนัส พรหมเผ่าแต่เป็นคนอื่น ซึ่งมันเป็นคนอื่นแน่นอน เราไม่ได้อยู่กระทรวงเกษตรฯ จนเราตายหรอก ทำแบบนี้ไว้ แล้วถ้าคนที่มาต่อหลังไม่ทำหรือทำไม่ดี ก็รับการพิพากษาจากพี่น้องประชาชนหรือผู้พิทักษ์ป่าต่อไป

เราไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องพวกนี้เลย เรามีความรักป่าไม่แพ้กับท่าน ไม่ใช่ว่าจะเอาประเด็นนี้จะมาพูดดีว่าเราจะต้องรักษา ไม่ใช่ ก็ขอให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าการทำงานของเราทุกอย่างมันมีช่องว่าง เราก็จะพยายามอุดช่องว่างในกฎระเบียบข้อไหนที่เป็นกฎระเบียบที่ช่องว่างอยู่ เราก็จะแก้ให้มันตรงจุด แต่อย่างที่บอก อยากจะขอร้องว่าอย่ามอง ส.ป.ก.เป็นจำเลยเลย คนทำชั่ว 4-5 คนไม่ได้หมายความว่าอีก 1,900 คนจะต้องชั่วไปด้วย อันนี้ต้องขอร้องในฐานะที่เป็นผู้บริหารและขอให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการใน ส.ป.ก.ด้วย เราไม่อยากจะมาแจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทกัน ตรงนี้มันแจ้งง่าย แล้วมันก็จะทำร้ายความรู้สึกกัน

ขอให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการใน ส.ป.ก.ด้วยว่า คนทำชั่วไม่กี่คน ไม่ได้หมายความว่า ส.ป.ก.จะเป็นคนที่ชั่วร้าย มีส.ป.ก.ดีๆ หลายคนที่จะจัดพื้นที่ให้กับเกษตรกรจริงๆ แต่มันเป็นช่องว่างที่เรายอมรับ อะไรที่ไม่ดีเราจะแก้ไข ส.ป.ก.จะแก้ไขตามแนวที่แก้ไขได้ กระทรวงเกษตรฯ จะบริหารงานอย่างตรงไปตรงมาตรวจสอบได้ และอธิบายให้พี่น้องประชาชนทราบถึงการปฏิบัติงานของเรา

แผนที่และการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

ให้ดูตรงนี้ (ขึ้นภาพถ่ายทางอากาศเดียวกัน) ท่านบอกว่าปี 2496 มีร่องรอยการทำกิน พื้นที่ตรงนี้ ต้องแปลก่อนว่าเป็นป่าดิบชื้น หรือป่าเบญจพรรณ หรือป่าดิบแล้ง แปลงที่มาแบ่ง ต้องดูแสงเงาว่าถ่ายตอนเช้าหรือตอนบ่าย ภาพที่เป็นสีจะปรากฏเมื่อปี 2545 เขาเรียกออร์โธสี ที่เป็นขาวดำ ยังไม่มี อันนี้เป็นขาวดำ ปี 2496 2497 2498 เขาสำรวจดินทั่วประเทศทำ ส.ค.1 ทำโฉนดที่ดิน เข้าใจตรงนี้ก่อน เพราะฉะนั้น ร่องรอยตรงนี้ที่เห็นบางทีแสงเงา อันนี้เขา อันนี้เหลี่ยมเขา ถ้ามองจากตรงนี้ แสดงว่าทางโน้นตะวันตก ทางนี้ตะวันออก พระอาทิตย์อยู่ฝั่งโน้น นี่คือเงาของยอดเขา พระอาทิตย์น่าจะอยู่สักประมาณ 15:00 น. ดูจากมุมเหลี่ยมเขาก็จะตกกระทบตรงนี้เป็นเงา

ภาพต่อไป ท่านบอกว่า พอปี 2512 มีร่องรอยการเข้าไปทำกิน มีร่องรอยถนน อันนี้อาจจะไม่ใช่ร่องรอยถนน อาจจะเป็นร่องห้วย ร่องแม่น้ำ พื้นที่ถูกสัมปทานและถูกเปิด ท่านบอกว่า มีแปลงจุดๆๆ อยู่ตรงนี้ จริงๆ อาจจะเป็นแปลงสัมปทานไม้ วางหมอนไม้ แต่พื้นที่ตรงนี้ถูกเปิดโล่ง ถ้าเป็นแผนที่ ต้องมีขนาดเกือบ 100 ไร่ ไม่มีราษฎรคนใดที่เปิดพื้นที่ได้กว้างขนาด 100 ไร่โล่งเตียนในยุคปี 2512 มันต้องแปลเป็น layer

หลังจากนั้น ที่ท่านบอกว่า เป็นจุดๆ ตรงนี้มา อันนี้เป็นแปลงปลูกป่าแล้ว ปลูกป่า ปี 2511 เข้าไปฟื้นฟูปี 2511 เพราะฉะนั้น ท่านบอกว่าไปดูจุดนี้เป็นจุดๆ พวกนี้บางทีเป็นเมฆ ขาวๆ ภาพขาวดำจะมองเห็นว่า พวกเงาแสงที่บอก (ยอดเขา) ถ่ายบ่ายเหมือนกัน

ภาพต่อไปปี 2517 ถ่ายเวลาเดียวกันอีกแล้ว ปี 2517 แปลงปลูกป่าเริ่มฟื้นที่พี่ต้อย (ผู้ตรวจฯ ชีวะภาพ) บอก เราจะเห็นต้นไม้มันเงาๆ เป็นแถว ปี 2517 ก็จะเริ่มมีเส้นถนนเข้าไป อันนี้เป็นถนนป่าไม้ทำแนวกันไฟ ถนนป่าไม้ลำลองเป็นบล็อกๆ ตรงกลมๆ นี้คือเขา

ภาพต่อไปปี 2526 เริ่มแหว่งเป็นจุดๆ ปี 2526 เป็นนโยบายของรัฐบาล เกษตรกรชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน เลยให้ราษฎรเข้าไปทำกินในแปลงปลูกป่าระหว่างแถว นี่แหละแปลงปลูกป่าแถวนี้ ให้ราษฎรไปทำกินในระหว่างแปลงปลูกป่า ระหว่างแถว ในขณะเดียวกันที่อนุญาตให้เข้าไป ราษฎรก็ทำกินบ้าง ทำไม่ถูกต้องบ้าง ตัดบ้าง โค่นบ้าง ขิงข่าพืชหัวต่างๆ ที่ปลูก ราษฎรที่เข้าไปก็เลยมีปัญหาว่า เอาราษฎรออก  

คนที่อ้างว่าเคยเข้าไปทำกินคือเข้าไปทำกินจากลักษณะนี้ ไม่ใช่เข้าไปทำกินจากที่ดินเดิมหรือมี ส.ค.เก่าเดิม ต้องเคลียร์ เพราะรายละเอียดตรงนี้ทุกคนอาจจะไม่รู้ วันนี้เลยบอกท่านธนดลว่า ที่บอกว่ามันมีร่องรอยชาวบ้านเข้าไปทำกิน ไม่ใช่ มันเป็นนโยบายของรัฐบาล ของที่กรมป่าไม้ มีนโยบายให้ราษฎรเข้าไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าว เลยมีลักษณะเปิดเป็นช่วงๆ แล้วถึงมีนโยบายว่า ไม่ได้แล้ว เข้าไปอย่างนี้ป่าพัง ก็เลยเอาออก เอาออกปั๊บ เขาก็เลยมาบอกว่าเคยเข้าไปทำกิน ทำไร่ข้าวโพด เป็นประโยคเดียวกัน เป็นข้อความเดียวกัน ไม่มีอย่างอื่น เราสอบถามสืบสวนกระบวนการมาหมดแล้ว

จนถึงปี 2529 เหมือนกัน เริ่มฟื้นฟู ปี 2537 อันนี้ที่บอก แสงเงาเหมือนเดิม ปี 2542 ยังไม่ออร์โธสี ส่วนปี 2545 เป็นสีแล้ว เพราะว่าบินถ่ายปี 2545 เพราะว่ามติ ครม. 30 มิถุนายน  2541 ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมออร์โธสี ปี 2545 เพื่อสำรวจราษฎรทำกิน

แนวทางแก้ปัญหากฏระเบียบ ส.ป.ก.

จะฟ้องศาลปกครองว่า ระเบียบส.ป.ก.ปี 2564 ปี 2566 ที่ออกมา ไม่ถามเหนือใต้ออกตกว่า ติดซ้ายติดขวา ติดแม่น้ำอะไรใครเลย ไม่ต้องแจ้งป่าไม้ ไม่ต้องแจ้งที่ดิน ไม่ต้องแจ้งกรมอุทยานฯ ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ? ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม? ขัด ต่อ พ.ร.บ.ไหม? ขัดต่อ พ.ร.บ.อื่นไหม? ฟ้องศาลปกครองแน่นอน ท่านทำแบบนี้ออกเอกสารสิทธิ์ที่ไหนก็ได้

แล้วให้ไปถามทหาร ก็รู้อยู่แล้วไม่ถามหรอก เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมาย มันพื้นที่ของอุทยานฯ ชัดๆ จะให้ไปผนวก? จะจบแบบหล่อๆ เป็นไปไม่ได้ ส.ป.ก.จะมาจบหล่อๆ แบบนี้ไม่ได้ จะมาบอกว่า จบแบบหล่อๆ แบบว่า ไม่เป็นไร ทางนี้ไม่มีโทษ ไม่มีความผิด จะผนวกเป็นป่าชุมชน อย่าจบหล่อแบบนี้ ไม่ได้ ต้องจบแบบมีเรื่องอยู่แล้ว ฟ้องทุกคดีอยู่แล้ว

ทั่วประเทศ ส.ป.ก. ถ้ารู้ว่าเข้าไปล้ำในพื้นที่อนุรักษ์ ก็คืน เราก็เชิดชู เพราะว่าทุกคนอาจจะเข้าใจผิด แต่วันนี้มันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเหตุเป็นผลของมันอยู่แล้ว ก็ดำเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้น ก็แค่ขอให้สังคมรับรู้ และให้ประชาชนที่เป็นผู้ยากไร้จริงๆ รับรู้ว่า เราจะเอาพวกท่านมาเอาที่ ส.ป.ก.ส่วนที่เป็นนายทุนก็ออก

ทุกคนที่พอมีน้ำใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมมาทำงานร่วมกันอันนี้ไปได้ ถึงใช้คำว่าสำนึก ถ้าสำนึกคิดดีทำดี มานั่งโต๊ะคุยกัน ตรงนี้เป็นป่า ตรงนี้ไม่ใช่ ตรงนี้เป็นที่ชุมชน ตรงนี้สามารถทำได้ ตรงนี้พื้นที่อุทยานฯ มันควรจะกันออก เพราะว่ามันติดชุมชนทั้งหมด เคยคุยกับอาจารย์จ๊ะ (อาจารย์ธรพร) อย่างนี้ต้องขีดให้เขาออก เพราะว่าเราไปขีดทับเขา เป้าหมายของเราอยู่บนถนน แต่ดันไปขีดข้ามถนนไปฝั่งโน้น ตรงโน้นเขาเป็นหมู่บ้าน ทำไมเราไม่ถอยกลับมาบนถนน เพราะเจตนาเดิมเราขีดถนนอยู่แล้ว ขยับให้ชุมชนอย่างนี้ คือสิ่งที่เราควรทำต่อสังคม เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าเราจะทำในภาพรวมจริงๆ เอาคนที่มีใจแล้วก็อยากทำเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงๆ มานั่งคุยกัน เอาหลักสำนึกของคนมาดูเลยว่า เป็นยังไงถึงถูกต้อง ทำได้ ไม่ต้องใช้คนเก่งหรอก ใช้คนดีมาทำ

คุณธนดล: จะมาฟ้องระเบียบส.ป.ก. ฟ้องเลย แต่ก่อนที่จะฟ้องมีคนฟ้องแล้ว ผมเป็นคนร่างออกกฎระเบียบปี 2566 ผมมีสรรพากร เชิญผู้พิพากษามา เชิญอัยการมา เชิญอดีตคณบดีนิติศาสตร์รามคำแหง ก็เข้ามาร่างระเบียบกัน เรามีคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ถ้าระเบียบตรงไหนที่ไม่ถูกใจหรือไปกระทบต่อผู้ที่จะปฏิบัติ ก็ใช้สิทธิ์อำนาจในการฟ้องศาลปกครองเพื่อเพิกถอนระเบียบนั้น ก็ฟ้องรัฐมนตรี รัฐมนตรีเป็นคนเซ็นลงราชกิจจานุเบกษา พอฟ้องศาลปกครองไม่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นไร เราก็มาแก้ให้มันถูกต้อง ไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้น่าตกใจ และไม่ได้หวั่นไหวด้วย แต่เป็นเรื่องที่ดีเท่าฟ้องแล้ว ที่ไม่ถูกต้องก็จะได้แก้ให้ถูกต้อง

ตอนนี้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเราจะมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อมาแก้ไขปัญหาตามที่ท่านผู้ตรวจฯ ชีวะภาพบอก ทั้งหมด 9 หน่วยงานเข้ามาพูดคุยกัน ส่วนในแต่ละจังหวัด มีคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดที่มีท่านผู้ว่าเป็นประธาน แต่ในคณะกรรมการ คปก. เราไม่เคยมีอุทยานฯ เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เดี๋ ยวจะมาพูดคุยและแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ให้ยั่งยืน

พื้นที่ที่ติดอุทยานฯ ทั้งหมด เราจะไม่จัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรเข้าไปทำประโยชน์ นี่เรื่องที่ 1 สั่งการไปแล้ว เป็นนโยบาย ถ้าใครออกอีก แจ้งความจับ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน

 ส่วนในเรื่องของการแก้ปัญหา ตอนนี้อย่างที่ได้เรียนให้ทราบว่าเรามีคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินหรือ คปก. เราจะตั้งอนุฯ ขึ้นมา ซึ่งเชิญทั้งหมด 9 หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมานั่งประชุมกันพูดคุยกัน เข้ามาแก้ปัญหาให้ถูกจุดว่าก่อนที่คุณจะไปออกอะไรในลักษณะที่มันติด ให้คุณไปถามก่อน ในกรณีอย่างนี้ อุทยานฯ ทำหนังสือมาถาม ส.ป.ก.แล้วว่า คุณออกได้อย่างไร แต่ ส.ป.ก. ไม่สนใจ ไม่คิดสงสัยว่าทำไมเขาถึงมาถาม อยู่ดีๆ ก็มาออกเลย ถ้าฟังอุทยานฯ ปัญหาตรงนี้มันจะไม่เกิดขึ้น อันนี้ในกรณีที่ศึกษา แต่ปัญหาพวกนี้แก้ระยะยาวก็คือ จะไม่ออกให้จัดสรรที่ดินทำกินเลยในส่วนของนโยบาย และในส่วนของเรื่องการปฏิบัติ

แล้วที่ว่ามันมีการที่ไปซื้อขายกันแล้วเกษตรกรที่ไม่ใช่ตัวจริง แล้วไปให้คนอื่นเขามาถือครอง จะลงไป แต่ก่อนที่จะไปจัดการเรื่องนั้น ขอจัดการคนที่ไปออกตรงนี้ก่อน แล้วจะเอาโมเดลนี้ในการดำเนินการทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเรื่องของโรงแรม ไม่ว่าจะไปบุกรุกที่ดินที่เป็นป่าแล้วไปทำลายแล้วตัวจริงไม่ได้ทำเกษตรกรรม จะดำเนินการให้เป็นแบบที่ดำเนินการอาทิตย์หน้าเลย

A fresh examination on Alro boundary markers in a forest reserve near Khao Yai by Mr. Chaiwat and Monre’s Chief Inspector-General Cheewapap Cheewatham on March 1. Photos: ©Thiti Wannamontha

ปัญหาด้านระเบียบข้อกฏหมายและนโยบาย

หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หน.ผต.กส.) ชีวะภาพ ชีวะธรรม 

อยากให้เราเข้าใจ ข้อแรก ดูด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายก่อน เปรียบเทียบง่ายๆ เรามีมือซ้ายกับมือขวา สองมืออยู่แล้วมนุษย์ มือซ้ายเป็นมือของกฎหมายอนุรักษ์ กฎหมายป่าสงวน กฎหมายอุทยานฯ อยู่ที่มือซ้าย เจตนารมณ์คือต้องดูแลพื้นที่สีเขียวไว้ให้ได้ ซึ่งของเรามันก็ต่ำอยู่แล้ว ต้องการ 40% มีอยู่ 32% แต่มือขวาเกิดขึ้นมาปี 2518 เจตนารมณ์ก็คือต้องการเอาที่ดินไปให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนแล้วก็ต้องทำเกษตร เขาเขียนไว้ในมาตราใหญ่เลย ทีนี้ ซ้ายกับขวาต้องคู่กัน กฎหมายเมืองไทยไม่มีใครเขียนไว้หรอกว่า ไปย่ำยี ไปเฉือนเนื้อตัวนี้มา เขาก็บอกว่าเอาป่าเสื่อมโทรม มือซ้ายส่งให้ไง ตอนปี 2537 มือซ้ายส่งให้มือขวามา 30 กว่าล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นป่าสงวน ส่งแบบส่งเร็วๆ ส่งแบบจำแนกส่งกันไป

ทีนี้ พอส่งไปเร็วๆ ให้มือขวาไปจัดตาม พรบ.ปฏิรูป (ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ปี 2518 เป็นป่าเสื่อมโทรมทั้งหมด ทีนี้มันไม่ได้เป็นทั้งหมด ความที่ส่งกันเร็วๆ มันก็มีติดผืนป่าไป ติดสวนป่าไป ติดพื้นที่มีภาระผูกพันไปด้วย มันก็เลยต้องมี MOU ที่เอามาโชว์กันอยู่นี้ปี 2538 MOU มี 2 ครั้ง ปี 2538 กับ ปี 2541 ถ้าดู MOU จะเห็นว่าเขามุ่งไปที่ไหน? เขามุ่งบอกว่าป่าสมบูรณ์ต้องเอาคืนมา สวนป่า ภาระผูกพันอะไร แต่คนเขียน MOU ไปเขียนว่าป่าสงวนอย่างเดียว ลืมเขียนไปว่าป่าที่ไม่ใช่ป่าสงวนคือป่าถาวร ตามพรบ.ป่าไม้ 2484 ด้วย

ย้อนไปนิด มือขวา ที่ดินที่เอามาจัดตามพรบ. ปี 2518 เอาที่ดินมาจากไหนบ้าง? ก็เอามา 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือมาจากมือซ้าย เอามาจาก พรบ.อนุรักษ์ พรบ. ป่าไม้ ก็คือที่ดินของรัฐเอามาให้ไปเป็นของรัฐ จาก 4-01 แล้วก็ยังถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ อีกส่วนหนึ่งก็ไปเช่าซื้อ แต่ก้อนใหญ่มาจากที่ดินรัฐ รัฐไปรัฐ

อยากให้เห็นเจตนารมณ์ก่อนและให้เห็นการส่งพื้นที่ก่อนว่า มันทำกันลวกๆ ทำด้วยเทคโนโลยีที่มีความคลาดเคลื่อน มันเลยต้องมี MOU ถ้าแน่จริง ต้องไม่มี MOU ให้ไปแล้วต้องให้ชัดเจน

พอได้พื้นที่ ก็ไปขีดเส้น ทาง ส.ป.ก.เขาก็เอาไปขีดออกกฤษฎีกา ทางโซนนี้ก็ตัดออกไป ตัดซ้ายตัดขวา เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจว่า มันจะเข้าไปในเขตต้องแบ่งโซนให้ได้ ทางฝั่งซ้าย แบ่งเป็น C (Conservation) E (Economic) A (Agriculture) จะไปยุ่งกับ C ไม่ได้ ถ้าจะยุ่งกับ C ก็ต้องไปทำกฤษฎีกาเพิกถอน แต่ถ้าเป็นป่าสงวน (E, A) มันไปได้เลย ต้องเห็นเจตนารมณ์ก่อนว่า ซ้ายกับขวาต้องคู่กันไป มันถึงจะยั่งยืน ไม่มีหรอกที่ว่า ส.ป.ก.พอไปออกกฤษฎีกา แล้วก็จะประกาศให้หมด นั่นคือข้อที่ 1 ทุกอย่างในเขตกฤษฎีกาของ ส.ป.ก. ไม่ใช่ว่าจะไปประกาศ 4-01 ได้หมด ไปเจออะไรที่เป็นป่าสมบูรณ์อยู่ มันก็เดินรังวัดให้ไม่ได้

ทีนี้ ต้องเห็นภาพที่ท่านธนดลให้เห็น ที่ถามว่า มันมีถนนเข้าไป อันนั้นคือแนวกันไฟที่เขาไปปลูกป่า จะเห็นว่าถ้าถอยหลังไป ต้นไม้จะขึ้นเป็นแถวตรงเลย เป็นกำมะหยี่ ประมาณสักปี 2528-29 นั่นหมายถึงมีการเข้าไปฟื้นฟูป่าบริเวณนั้น ตั้งแต่ปี 2511, 2513, 2515 เป็นแปลงปลูกป่า มันเลยเป็นกำมะหยี่ นักอ่านภาพจะเห็นชัดว่ามันเป็นแปลงกำมะหยี่ ทีนี้มันเลยฟื้นตัว พอปี 2530 ที่เขาจำแนกออกมา ก็ไม่ได้จัด ปล่อยทิ้งไว้อีก 30 กว่าปีมันก็เลยเป็นป่าอย่างที่เห็น มันก็ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ ข้อที่ 2 หลักเกณฑ์ที่จะไปจัด จัดให้ไม่ได้

ย้อนกลับไปตอนที่ส่งจากมือซ้ายไปมือขวาที่ส่งกันลวกๆ มันก็มีแปลงปลูกป่าติดไปด้วย อันนี้ก็คือไปซ้อนแปลงปลูกป่า เป็นเหตุผลข้อที่ 3 ว่า ในขณะที่ ส.ป.ก.ไปรังวัด ก็ไม่เคยไปตรวจเรื่องแปลงปลูกป่า กรมพัฒนาที่ดิน คนที่ทำแผนที่ส่งให้ ส.ป.ก. เอาไปออกกฤษฎีกา ก็ไม่เคยตรวจเรื่องการปลูกป่า เพราะเรื่องแปลงปลูกป่าเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน มันเป็นรายละเอียดที่อยู่ในการดำเนินงาน แล้วมันก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาเรียกมีภาระผูกพันคือ เอางบประมาณของรัฐไปปลูกแล้ว การที่จะเพิกถอนแปลงปลูกป่า ยากมาก เคยเห็นมีแต่การไฟฟ้าการผลิตฯ ที่จำเป็นต้องตัดไปตัดทาง ก็จ่ายเงินคืนมา หรือไปปลูกให้ใหม่ลักษณะนั้น

อีกประการ ข้อที่ 3 การเดินรังวัดขั้นตอนมันเยอะ แต่ว่ามันไม่สมบูรณ์แต่ไหนแต่ไรแล้ว เราหมดไป 30 ล้านไร่ ถ้ามาเปรียบเทียบถึงปัจจุบัน 30 ปีให้หลัง เรามีคนจนที่อยู่ในป่าคาอยู่อีกสักประมาณ 10 ล้านไร่ ตามที่ผอ.ชัยวัฒน์บอกในส่วนป่าอนุรักษ์ 4 ล้านกว่าไร่ ป่าที่คาอยู่ที่กรมป่าไม้ คทช. อีกสักประมาณ 10 ล้านไร่ประมาณสักครึ่งหนึ่ง เปรียบเทียบกัน เมื่อ 30 ปีก่อน ให้ไป 30 ล้านไร่ ถึงต้องตั้งคำถามว่า โอเคว่าความไม่สมบูรณ์มันต้องมีแน่ๆ แต่ (พื้นที่) มันหายไปไหน ไปอยู่ในมือใครบ้าง ก็ต้องมาคิดกัน

แนวทางแก้ไขปัญหา

เพราะอะไร? การออกด้วย 4-01 ต้องฝากท่านธนดลว่าจริงๆ มุมมองที่คิดมา เห็นว่า 1.การสอบสวนสิทธิ์โดยนิติกร แล้วก็ต้องมีพยาน มันก็จะต้องมีการพูดคุยกัน คุณทำกินเมื่อไหร่ ไล่ๆ ไป ส่งเสนอให้ไป สำนักงานปฏิรูปที่ดินเอาออกมา อยากให้เปรียบเทียบกับกรมที่ดินเพราะมันเป็นการออกเอกสารสิทธิ์คล้ายๆ กัน  ถ้าทำตรงนี้ได้ บางโซนไม่จำเป็นต้องมี กรมที่ดินเวลาจะมาออกอะไรติดขอบตรงนี้ เขาใช้คำว่า “ติดต่อคาบเกี่ยว” หรืออยู่ในนั้น เขาต้องใช้กฎกระทรวง 43, 59 เขาจะต้องตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด สมมุติว่า ออกติดอุทยานฯ ก็ต้องเชิญหัวหน้าอุทยานฯ หรือผู้ช่วยฯ ไปร่วมอยู่กับหัวหน้าอุทยานฯ ชุดนี้ ติดป่าสงวนก็ต้องมี กรมที่ดินเป็นหน่วยงานที่ออกเอกสารโฉนดน.ส.3 เขามีตัวนี้ แต่ส.ป.ก.ไม่มี ตั้งแต่ 30 ล้านไร่แรกจนถึงปัจจุบัน พอไม่มี มันก็โอละพ่อแบบนี้ อยู่ๆก็ไปโผล่ตรงนั้นตรงนี้

จริงๆ ถ้ามีกฎกระทรวงและมีระเบียบอย่างที่พูดถึงจะไม่สับสน อุทยานฯ ก็จะรู้ว่าเขาจะมาออก จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ซ้อนทับไม่ซ้อนทับ มันก็จะเห็น ทีนี้ เปรียบเทียบได้ชัดเลยว่า ส.ป.ก.ไม่มีตรงนี้เลย 30 กว่าล้านไร่ที่เอาที่ดินของรัฐไปออก แล้วก็ไม่รู้ว่าวันนี้มันหายไปไหน อันนี้คือข้อเท็จจริง เอาเปรียบเทียบ 2 อันเลย 2 หน่วยงานที่ออกเอกสารสิทธิ์ ทีนี้ภายภาคหน้าจะแก้ไขก็ต้องเสริมตัวนี้เข้าไป

อีกประการเรื่องแนวเขต เห็นว่าเป็นเรื่องประเด็นหลังๆ ด้วยซ้ำ แนวเขตของเส้นพวกนี้มันซ้อนทับกันได้ ถ้ามันมีหลักการ มีวิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นไปถึง One Map ซึ่งเป็นเรื่องอีกยาวไกลไม่รู้จะเสร็จหรือเปล่า การเพิกถอนป่า สงวน 1,221 อุทยานฯ อีก 100 กว่า มองว่าไม่ได้เสร็จง่ายๆ หรืออาจจะไม่เสร็จเลยด้วย แล้วก็ไม่มีใครกล้ามาเซ็นหรอก มันเป็นเรื่องที่มันละเอียดอ่อนมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก อันนี้ในเบื้องต้น อยากจะปูให้เห็นประมาณนี้ก่อน

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อสุดท้าย คือ สามัญสำนึกและจิตวิญญาณ สำคัญ ส.ป.ก.ก็ไม่ได้ชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดหรอก ก็เป็นเจตนารมณ์ที่ดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนยากไร้ แต่แบบนี้ก็มีอยู่ ก็ต้องดำเนินการ ชื่นชมท่านรัฐมนตรีกับท่านธนดลที่ไปแจ้งความเอาผิด แล้วก็ขอให้ทำเต็มที่ จัดการให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพราะเชื่อว่ายังมีอีกเยอะ

การแก้ปัญหาในระดับนโยบายและนัยยะทางการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย

การแถลงข่าวเมื่อวานเรื่องหนังสือของท่านเจ้ากรมแผนที่ทหาร (27 กพ.) หนังสือฉบับนั้นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าคือหนังสือซึ่งทำตามคำสั่งท่านนายกฯ เอาตามหลักก่อน ถามว่าหลังจากที่ท่านนายกรับหนังสือฉบับนั้นแล้ว ท่านนายกจะทำอย่างไรต่อ? ก็อยู่ที่ท่านนายกต้องเกษียนหนังสือสั่งให้เป็นทางการ อันนี้ขั้นที่ 1 ก่อน ขั้นที่ 2 คือ หนังสือนี้ไม่ใช่มติ ครม. ต้องการเคลียร์ตรงนี้ก่อน เพราะต้องการจะมาเสริมที่ว่าเรื่อง One Map

ถ้าเราคิดว่าหนังสือฉบับนั้นที่เอาไปโชว์กันเมื่อวานคือจุดเริ่มต้นเรื่อง One Map ที่จะเคลียร์ คิดว่าเราทุกคนในห้องนี้ตายกันไปหมดแล้ว One Map ก็ไม่เกิด อันนี้ฟันธง อย่าว่าแต่ One Map เกิดเลย ต่อให้เกิด ก็บังคับใช้ไม่ได้ เพราะเราต้องไปดูกฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เราก็จะพบเลยว่า อำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เป็นอำนาจเสนอแนะ (1 2 3 …11 12 13)

เมื่อเสนอแนะแล้ว สมมุติเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ กรรมการอุทยานแห่งชาติเขาก็ต้องเอาข้อมูลตรงนี้ สมมุติว่าจะเอาไปพิจารณา จะเป็นทับลาน เป็นเขาใหญ่ หรือที่ไหนก็ตาม กรรมการอุทยานแห่งชาติเขาเป็นกรรมการตามกฎหมายพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ทำนองเดียวกันกรรมการสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าก็จะเป็นกรรมการตามพระราชบัญญัติสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า กรรมการนี้แหละ การจะเพิกถอนเส้นแนวไหนก็แล้วแต่ มันจะต้องเริ่มจากกลไกตามกฎหมายแม่บทที่เขาดูแลพื้นที่ตรงนี้อยู่ อันนี้อยากจะวางหลักก่อน เพราะฉะนั้นแล้ว ก็จะเรียนว่า เมื่อวานนี้ ต้องเคลียร์สถานภาพตรงนี้ก่อน แล้วเรื่องนี้เรียนยืนยันว่า ไม่ได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีแต่ประการใด เพราะถ้าเป็นมติคณะรัฐมนตรี หลังจากประชุมครม.เสร็จ โฆษกรัฐบาลเขาจะแถลง แล้วแน่นอนสื่อมวลชนก็คงจะเห็นว่าเขาก็จะมีเอกสารสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี forward แจกกันทั่วไป นักข่าวการเมืองก็อ่านกันทุกวัน

เพราะฉะนั้น เอามาเคลียร์ตรงนี้ก่อนว่า สถานภาพของหนังสือฉบับนี้ก็คือ หนังสือซึ่งกรมแผนที่ได้กราบเรียนท่านนายกว่า ได้ทำตามบัญชาแล้วได้ผลแบบนี้ แต่ถามว่า มันมีผลที่จะทำให้เกิดสภาพบังคับอย่างไรกับหน่วยงานที่เขาจะต้องเอาไปบริหารจัดการต่อหรือไม่ ณ วันนี้ ต้องบอกว่ายังไม่เกิด อันนี้ต้องแฟร์กันก่อน แนวเขตตามอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ปี 2505 ก็ยังเป็นไปตามนั้น แนวของส.ป.ก.ก็ยังเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งหลักตรงนี้กันก่อน

ประเด็นต่อมาอยากจะเรียนว่า แล้วบทบาทตรงนี้ควรจะเป็นบทบาทของใคร แน่นอน ท่านนายกฯ ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ท่านปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ แล้วโดยสถานภาพของท่านจริงๆ ท่านคือประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มันควรจะต้องเป็นต่อจากนี้คือ ถ้าท่านเห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นกลไกที่จะต้องทำให้มันเกิดตามหนังสือฉบับนี้ ท่านก็ต้องเอาเรื่องนี้เข้าคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอาจจะมีมติส่งให้กรมอุทยานฯ ไป 1 2 3 4 เอาไปพิจารณาปรับปรุงแนวเขตตามกระบวนการทางกรมอุทยานฯ หรือกระทรวงทรัพฯ เขาถึงจะเริ่มขึ้นได้ อันนี้ว่าตามขั้นตอนเลย

ผอ.ชัยวัฒน์จะไปคุยกับกรมแผนที่ทหาร? อยู่ดีๆ วันนี้ walk in ไปคุย มันเหมือนกับนัดกันไปกินกาแฟที่สตาร์บัคคือ มันคุยกันได้ แต่ไม่มีสภาพอะไร เพราะฉะนั้น กระบวนการมันต้องเป็นแบบนี้ ขั้นที่ 1 ว่าในกระบวนการจริงๆ วันนี้ท่านนายกฯ ก็ต้องรีบสั่ง ท่านจะสั่งอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ขั้นตอนตามกฎหมาย ก็สั่งไปที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แล้วก็ไปใช้เวทีตรงนั้น จะจบกันอย่างไรก็ว่ากันไป แต่อันนี้ต้องเรียนว่าผมเห็นด้วยกับท่านผู้ตรวจฯ ว่า รับรองว่าหนังซีรีย์หลายซีซั่น อันนี้เอาหลักกันตรงนี้ดีกว่า

คราวนี้ถามว่า เรื่องกรณีคล้ายๆ อย่างนี้ คุณธนดลพูด คิดว่าเคลียร์ชัดเจนอยู่เรื่องหนึ่งคือ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะไม่ไปยุ่งกับที่ในลักษณะแบบนี้ และพร้อมที่จะส่งมอบให้กับกระทรวงทรัพฯ ส่วนกระทรวงทรัพฯ จะเอาไปใช้ในรูปแบบไหน จะเป็นป่าสงวน ป่าชุมชน หรือผนวกเป็นอุทยานฯ ก็แล้วแต่กฎหมาย กระบวนการก็เซ็ตกันได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเดินกันอย่างนี้ คิดว่ากระบวนการในการพิจารณาในเรื่องลักษณะแบบนี้แน่นอนว่า มันก็จะรอบคอบขึ้น

เมื่อสักครู่ ท่านธนดลก็ยอมรับว่า ส.ป.ก. ก็ไม่ได้เพอร์เฟค 100% ขณะที่ท่านผู้ตรวจชีวะภาพก็บอกว่า ตอนส่งพื้นที่ ตอนนั้นแน่นอนโจทย์ของรัฐบาลในช่วงนั้นคือต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มีที่ดินทำกิน แน่นอนอาจจะมีข้อบกพร่องกันบ้าง แต่คราวนี้คุณธนดลก็ยอมรับว่า ระเบียบในบางอย่าง พอมันเกิดเคสนี้ขึ้นมันต้องไปอุดช่องว่าง คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจะต้องไปปรับระเบียบปรับเกณฑ์อย่างไร หรือจะเอาแนวอย่างที่ผู้ตรวจฯ กับ ผอ.ชัยวัฒน์เสนอว่า ตอนสอบสวนสิทธิคงต้องมีการกำหนดตั้งคณะกรรมการจากหน่วยงานอื่นมาร่วมกันสอบสวนสิทธิ์ อะไรก็ว่ากันไป

เวทีวันนี้ เราได้ความชัดเจนกันในระดับที่ช่วง 3-4 วันก่อนเราอาจจะไม่เคลียร์กันชัดขนาดนี้ เลยอยากสรุปกันในตรงนี้ก่อน คราวนี้ สิ่งที่เรานั่งแล้วเราคิดว่ามันพอจะเห็นทางว่ามันจะไปกันได้ ก็คิดว่าคุณธนดลก็น่าจะฟังข้อเสนอจากท่านอาจารย์นันทชัยว่า ในพื้นที่ในบางอย่าง ข้อเสนอในทางวิชาการนี้น่าสนใจ ก็คือว่า ไม่มีนักวิชาการที่ปฏิเสธเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดิน เพียงแต่ว่าในบางที่อาจจะต้องดีไซน์ เมื่อคุณได้รับที่ดินไปแล้ว การใช้สอยที่ดินคุณจะมีเงื่อนไขอะไร 1 2 3 4 5 ท่านธนดลก็ทราบดีอยู่แล้วเพราะเมื่อกี้ก็เห็นนั่งจดไป คิดว่าตรงส่วนนี้ มันเป็นสิ่งที่เราได้เห็นความชัดเจนตรงนี้

แต่สิ่งเหล่านี้ ก็จะเรียนว่า มันก็ต้องอาศัย political will ของท่านนายก เพราะท่านคือประธานกรรมการที่ดินแห่งชาติ แม้ว่าในความเป็นจริงจะมอบให้ท่านรองนายกฯ ภูมิธรรม แต่เรื่องนี้ท่านสามารถที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ด้วยตนเอง แล้วก็ใช้เวทีตรงนั้นดำเนินการเสีย แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือว่า ประเด็นที่ผอ.ชัยวัฒน์กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ป่าเป็นห่วงก็คือว่า การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ ก่อนหน้านั้นมันมีคำพิพากษารองรับหลายคดี เอาเป็นว่าคดีที่มีความผิดกับเขตอุทยานฯ ไม่ค่อยเห็นใครชนะ แล้วแนวเขตก็จะเป็นแนวเขตตรงนั้น

เพราะฉะนั้น ประเด็นคือ กรณีซึ่งมีเรื่องแบบนี้ ต้องมีวิธีปฏิบัติกันอย่างไร สำหรับทั้งคดีที่จะเกิดขึ้นและคดีที่กำลังอยู่ในศาลและคดีที่ตัดสินไปแล้ว เพราะว่าต้องใช้แนวเขตแผนที่แนบท้าย ตรงนี้อาจจะทำให้กระทรวงทรัพฯ มีความละเอียดเป็นอย่างมาก แม้ว่าทางกระทรวงเกษตรฯ มีเจตจำนงที่บอกว่า พื้นที่ตรงนี้ถ้าเป็นป่า ไม่มีปัญหา แต่กระทรวงทรัพฯ คือ หลักการตรงนี้ก็ต้องละเอียด เพราะหลายพื้นที่ที่มีลักษณะแบบนี้มันมีคดีติดไปด้วย แล้วถ้าวันนี้สมมุติกระทรวงทรัพฯ บอกว่า ส.ป.ก.ยกให้ตอนประกาศผนวก ความซวยมันจะเกิดกับเจ้าหน้าที่ที่ไปบังคับคดีนั่นแหละคือ ถ้าเป็นฝ่ายคนที่ถูกบังคับคดี ก็ยกขึ้นเป็นเหตุต่อสู้ได้เลย

เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่า ท่านนายกฯ ก็ต้องลงมา แล้วจะใช้กลไก คทช. ก็ต้องรีบใช้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า คทช.เอง ก็ไม่ได้มีอำนาจที่จะเข้าไปก้าวก่ายกับกฎหมายที่เขามีเป็นการเฉพาะ อันนี้ย้ำว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติ กลไกที่อำนาจสูงสุดคือกรรมการอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า กลไกที่มีอำนาจตัดสินใจในเชิงนโยบาย ในเขตพื้นที่นั้นก็คือกรรมการสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า คุณจะเพิกถอนกี่เส้น คุณจะปรับปรุงแนวเขตกี่เส้น ล้วนแต่ต้องมาจากตรงนี้ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยความเป็น leadership ต้องอาศัย political will ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก

คราวนี้คำถามคือ ถ้าเห็นสภาพอย่างนี้ ท่านนายกจะตัดสินใจอย่างนี้หรือเปล่า? คิดว่าวันนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ทั้ง 2 ท่านเห็นหลักการตรงกัน แต่วิธีปฏิบัติก็ต้องหารืออย่างใกล้ชิดจริงๆ เพราะอย่างที่บอกว่ามีรายละเอียดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้ดำเนินการมาแล้วเอาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ต้องหารือกันอย่างใกล้ชิดจริงๆ แล้วจะใช้เป็นกลไกเป็นมติของกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งก็จะรู้สึกประหลาดว่า กรรมการอุทยานแห่งชาติในเคสนี้ก็จะถาม ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติได้ว่า ผอ.ทำไมคุณต้องไปผนวก? ในเมื่อคุณยืนยันมาตลอดว่าเป็นเขตของคุณ กรรมการอุทยานฯ ก็จะถามผอ. ก็จะเกิดอาการ “เซ่อ” แล้วก็ไม่รู้ว่า ผอ.จะกล้าเซ็นเสนอเรื่องนี้หรือเปล่า คนเป็นประธานก็คือท่านรัฐมนตรีทรัพฯ ท่านก็จะยิ่งงงหนัก ถ้าบอกว่า มันเป็นเขตตามพระราชกฤษฎีกา แล้วจะไปผนวกทำไม มันจะไปกันใหญ่

อันนี้ต้องพูดตรงๆ การใช้ท่านเจ้ากรมแผนที่ทหาร ในหนังสือก็เรียนว่าเป็นบัญชาท่านนายกฯ ก็เข้าใจว่าท่านนายกฯ คงเจตนาดี แต่เรื่องนี้ต้องเรียนก่อนว่า เจตนาดีของท่านทำให้เรื่องนี้ยุ่งหนักขึ้น คือวันนี้ กรมอุทยานฯ คิดว่าทุกคนไม่มีอะไรกันหรอก เราเข้าใจปัญหา แต่โดยสภาพที่มันออกมา ทางนี้จะไปขอผนวกตามที่คุณธนดลพูด ผอ.ก็อาจบอกว่า “อาจารย์ แล้วผมจะเดินยังไง” ใช่ไหม ส่วนคุณธนดลบอกว่า “ผมไม่มีปัญหาเลยนะ เอาไปเลย ผมไม่ติดใจ” เพราะฉะนั้น ตรงนี้ที่บอกว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้ ทำให้ปัญหามันซับซ้อนขึ้นมันก็มาจากเรื่องหนังสือฉบับเมื่อกี้

ผมถึงทำให้ทุกคนสบายใจก่อนว่า หนังสือฉบับเมื่อกี้ ไม่อยากใช้คำว่า ไม่ต้องลืมมันไปก็ได้ มันลืมไม่ได้หรอกเพราะมันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ต้องเข้าใจสถานภาพของมันก่อนว่า 1.มันเป็นรายงานการปฏิบัติ 2. มันไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างน้อยหรือต่อให้เป็นมติคณะรัฐมนตรี มันก็ไป interfere กฎหมายอุทยานฯ กับกฎหมายสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าไม่ได้ มันต้องเอาหลักกันตรงนี้ก่อน

เพราะฉะนั้น คิดว่าเรื่องนี้เห็นแล้ว หลักการทั้งของอาจารย์ คุณธนดล และทางผอ. กับผู้ตรวจฯ มูลนิธิสืบ คิดว่าหลักการใหญ่ๆ เห็นตรงกันแล้ว แต่แน่นอนว่า เรื่องนี้มันจะไม่ใช่หนังที่จบวันนี้ และปมนี้ที่ชี้ว่ามันจะทำให้เรื่องนี้ยุ่งหนักยิ่งขึ้น เพราะแน่นอนพอปมมันออกมาตรงนี้ ไม่ต้อง ผอ.ชื่อชัยวัฒน์หรือก สมมุติวันนี้ผอ.สำนักอุทยานฯ ชื่อภาณุเดช ผมก็จะบอก ผอ. ภาณุเดช คุณเสนอผนวกไป ผมเป็นเจ้ากระทรวง จะถามคุณก่อน คุณไปผนวกได้ยังไงก็มันเป็นเขตของคุณ ถึงบอกว่า พอมันชี้มาอย่างนี้มันทำให้ไปกันใหญ่ แล้วมันจะยุ่งจริงๆ นี่ยังไม่รวมถึงว่าคดีที่บังคับกันมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะพื้นที่ไหน One Map มันทำทั้งประเทศ

เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่าเรื่อง One Map คือชื่อมันเท่ แต่อย่าไปหวังประสิทธิผลจากมันเลย เพราะว่ารายละเอียดมันอีกเยอะ เรื่องนี้หลาย episode ยิ่งกว่าซีรี่ย์เกาหลี แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นด้วยกับคุณธนดลก็คือ ความพยายามของกระทรวงเกษตรฯ ในการที่จะไปตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าสังคมก็จะมีความสบายอกสบายใจว่า ถ้าเกิดคุณสมบัติของคุณไม่ได้ คุณก็ต้องออกไป แล้วก็คนที่เกี่ยวข้องที่ไปโน่นนี่นั่นกับเรื่องนี้ก็ต้องได้รับการลงโทษ ท่าทีแบบนี้สังคมมีความสบายใจเพิ่มขึ้น แล้วก็เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ เองก็คงจะมีความคืบหน้าในเรื่องแบบนี้ เช่น ผลการตรวจสอบต่างๆ กลับมารายงานให้กับสังคม สมมุติว่า สัปดาห์หน้า (ต้นดือนมีนาคม) คุณธนดลบอกว่าจะมีการออกหมายจับ คิดว่าเรื่องนี้มันก็จะทำให้สังคมมีความสบายอกสบายใจกันมากขึ้น

ขณะเดียวกันข้อห่วงกังวลของกรมอุทยานฯ รวมถึงรายละเอียดต่างๆ คิดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการหารือกัน ท่านปลัดกระทรวงฯ คิดว่าเวทีในวันนั้นก็คงจะลงในรายละเอียดการเพิ่มมากขึ้น แต่ในฐานะที่เป็นคนที่พอรู้เรื่องราวในเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่า หนังสือกรมแผนที่ทหารเมื่อวานมันทำให้เรื่องยุ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดถึงผอ.ชัยวัฒน์อยากจะน้อมรับความหวังดีแต่ก็รับไม่ได้ เพราะถ้ารับเมื่อไหร่ก็ตายเหมือนกัน เพราะมันกลายเป็นว่า อะไรของคุณ เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่ามันอาจจะต้องทำความเข้าใจกับหนังสือฉบับนี้ก่อน

แล้วก็ต้องฟันธงว่า ท่านนายกฯ เองก็อย่าไปให้หนังสือฉบับนี้มันมาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้าท่านยึดหนังสือฉบับนี้แล้วท่านไปสั่ง บางทีกรรมการอุทยานแห่งชาติเขาอาจจะไม่ทำตามสิ่งที่ท่านสั่งก็ได้ แล้วทางการเมืองท่านนายกจะเสียหาย เรียนไว้ก่อน

ทางที่ดีท่านนายกให้ 2 กระทรวงให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายไปจับเข่าคุยกัน และอย่างที่คุณธนดลบอก ส.ป.ก.ก็เห็นแล้ว มีช่องว่าง ผอ. ชัยวัฒน์ไม่สบายใจตรงนี้ แล้วเส้นแนวเขตยอมรับทางนี้ คิดว่า เรื่องแบบนี้มันก็จับมือทำงานกันได้ อันนี้เป็นข้อสังเกต และก็ต้องเรียนกับท่านนายกฯ ว่าหนังสือฉบับนั้นท่านนายกก็อย่าเอาไปพูดอะไรกันในสภาเลย เอาไปพูดในสภา พวกพรรคฝ่ายค้านจะหัวเราะเยาะ เพราะพรรคฝ่ายค้านก็คงรู้ไม่ต่างจากพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้หรอก

Agriculture Minister Capt Thamanat firecely defended his attempt to resolve the dispute during the House session yesterday. Credit: PR Parliament

การแก้ปัญหาในระดับนโยบาย

ไอเดียของอาจารย์นันทชัยควรจะได้รับการเอาไปพิจารณาอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะโดยอำนาจคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเขามีอำนาจในการกำหนดมาตรการ 1 2 3 4 5 เหมือนการจัดแปลง คทช. อะไรต่างๆ ก็จะผ่านมาตรการตามแนวของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

สิ่งที่อาจารย์นันทชัยพูด คิดว่า คทช.อาจจะต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์เหมือนกับมีค่ากลาง แล้วก็ใช้กับพื้นที่ทุกพื้นที่ในประเทศไทยให้มัน “vary” (หลากหลาย) มากขึ้น เช่น พื้นที่ตรงทับลานที่อาจารย์นันทชัยว่า หลักเกณฑ์การใช้ที่ดินตรงนั้น ในเมื่อเห็นแล้วว่ามันเป็น corridors  ถึงตรงนั้นจะเป็น ส.ป.ก. คทช. ก็ต้องกล้า ต้องชัดเจนว่า เงื่อนไขในการที่จะรับเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. ไปในพื้นที่บริเวณนั้น มันไม่ใช่ว่าให้คุณไปปลูกพืชไร่ คุณอาจจะทำการเกษตรซึ่งเกื้อกูลกันต่อผืนป่าอะไรก็ว่ากันไป หรือพื้นที่อื่นๆ มันก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้น นโยบายของ คทช. วันนี้ต้อง vary เพิ่มมากขึ้นในระดับพื้นที่

ประเด็นที่ 2 กฎหมายรองของกรมอุทยานฯ บางเรื่องอาจจะต้องยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นให้มัน “vary” เช่น ประเด็นที่มักถูกแซวกัน ชาวบ้านเขาจะแซวว่า จะขออนุญาตสร้างบ้านต้องเอาตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยเหรอ ซึ่งอันนี้ เชื่อว่ามันพอปรับกันได้ แล้วก็อาจจะใช้ระบบการบริหารจัดการพื้นที่นั้น ซึ่งคิดว่า พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติก็พยายามใช้เรื่องของ PAC  (คณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานฯ) เพื่อให้มันเกิดการปรึกษาหารือกันมากขึ้น และแน่นอนว่าเรื่องของแนวทางนี้ก็เป็นแนวทางที่ดูเหมือนมันจะลงตัว แต่ก็บอกก่อนว่า political will ก็ยังเหลืออีกแนวหนึ่งก็คือ เรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ ถ้าเป็นฝั่งของพรรคก้าวไกล นโยบายเขาชัดเจนว่า เขาจะสนับสนุนการตั้งกองพิสูจน์สิทธิ์ ถ้าเลือก political will  แบบนี้ สิ่งที่ทำๆ มามันคงจะต้องเหมือนไปเริ่มใหม่ เพราะกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ทุกคนในที่นี้ก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่กระบวนการแบบนี้ คือถ้าจะเริ่มจากการพิสูจน์สิทธิ์มันก็จะวุ่นวายขึ้น เพราะว่าหลักฐานอะไรต่างๆ มันก็จะต้องไล่ใหม่

กระบวนการที่จะบริหารจัดการพื้นที่ตรงนั้น คิดว่าความยืดหยุ่นมันอาจจะเอามาพิจารณาได้ เช่น พื้นที่ตรงไหนที่ชุมชนเขาเข้มแข็ง อันนี้จะเป็นลักษณะให้ชุมชนเขามีอำนาจไป จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ หรือว่าลักษณะความเป็นปัจเจก แต่ละชิ้นๆ ถึงเป็นส.ป.ก. พูดตรงๆ มันก็มีความเสี่ยงที่ในอนาคตมันไม่มีหลักประกันอะไร ตายไปแล้ว ลูกก็อาจจะเอาไปเปลี่ยนมือ มันก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาอีก

วิธีการหนึ่งที่อาจจะต้องถูกนำมาใช้ ถูกนำมาคิดก็คือว่า การบริหารจัดการโดยตัวชุมชนตรงนั้น จะรูปแบบใดก็ตาม หรือจะเชื่อมโยงกับกลไกของรัฐ อาจจะเป็น ส.ป.ก. กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ก็ตาม คิดว่ารูปแบบนี้ รัฐบาลขณะนี้ ในเมื่อท่านเป็นพรรคแกนนำ และเป็นประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มันต้องกล้าเปลี่ยน

เวทีในวันนี้ เราคงไม่ได้มาตามกันแต่ว่าตกลงดราม่าที่เกิดขึ้นมันจะเป็นอย่างไร แต่เรากำลังจะบอกว่าสิ่งที่มันจะต้องเดินต่อ มันต้องคิดด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าเราจำได้ สุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ ปี 2538 ที่กรมป่าไม้ยังอยู่กระทรวงเกษตรฯ สมัยนั้นรัฐบาลคุณชวน 2 ก็คล้ายๆ อย่างนี้แหละ นี่ผ่านมา 20 ปีก็วนไปอย่างเก่า มันน่าจะหมดเวลาแล้วพี่จะปล่อยให้ปัญหามันซ้ำๆ อย่างนั้นอีก

เอาเป็นว่าวางนโยบายอะไรบางอย่าง เช่น เงื่อนไขการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น เพราะ fit for all แต่ละที่ มันอาจจะไม่ตอบโจทย์กับทุกที่ ก็อาจจะต้อง vary เพิ่มมากขึ้น ก็อย่างของอาจารย์นันทชัยพูด ชัดเจน อย่างเช่นระเบียบ ส.ป.ก. เขาก็จะบอกว่า เมื่อได้รับส.ป.ก.ไปแล้ว ต้องไปทำการเกษตร คราวนี้งานวิชาการอย่างของอาจารย์นันทชัยเขาชี้ว่าพื้นที่ตรงนั้น ไทยสามัคคีเป็นพื้นที่ corridors ที่เชื่อมป่า เพราะฉะนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. ก็อาจจะต้องไปออกแบบว่า การทำการเกษตรในพื้นที่ลักษณะอย่างนั้นมันควรจะเป็นการเกษตรในรูปแบบไหน แล้วรัฐบาลเองอาจจะต้องกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษในพื้นที่ตรงนั้น อันนี้คือโมเดลอย่างนั้น

ท่านนายกเป็นประธาน คทช. คือที่พูดถึงท่านนายกไม่ใช่อะไร ถ้าใครไปอ่านกฎหมายปฏิรูปที่ดิน จะเห็นว่าในคปก.ไม่มีกรมอุทยานฯ แล้วในกรรมการที่ดินสหกรณ์ กรมประชาสงเคราะห์ก็ขาด จิ๊กซอว์ตรงนั้นตรงนี้ ถึงบอกว่า political will ต้องเริ่มจากตรงนี้

คทช. และเจตจำนงที่หายไป

จริงๆ แล้ว กลไกที่มันจะฟังก์ชั่น มันควรจะเป็นเจตจำนงทางการเมือง ในเรื่องของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ อย่างน้อยที่สุดถึง คทช. จะไม่ได้เป็นเจ้าของกฎหมายอุทยานฯ หรือว่ากฎหมายสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า แต่ว่าในองค์ประกอบของ คทช. เรียกว่าอยู่กันครบ

นี่คือข้อสั่งการของท่านนายก 28 กุมภาพันธ์ 2567 เลขที่ นร 0505-2538 ไม่มีอะไรซับซ้อน 1.หนังสือกรมแผนที่ทหารวันนั้นไม่ใช่มติ ครม.เพราะเนื้อหาในนี้ ไม่มีตรงไหนบอกว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบ 1 2 3 4 5 ไม่มี อันนี้ชัดเจน บอกเลยว่า นายกรัฐมนตรีเสนอว่า สืบเนื่องจากกรณีปัญหาทับซ้อนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเมื่อสัปดาห์ก่อน และมอบหมายให้กรมแผนที่ทหารเข้าไปสำรวจ เดินสำรวจแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงานในระยะยาว จึงขอมอบหมายดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้ (2 ข้อดังปรากฏในหนังสือ) ประเด็นที่ 1 ตามเอกสารนี้ กล่าวไม่ได้ว่าท่านนายกฯ เห็นชอบกับหนังสือกรมแผนที่ทหาร เพราะในหนังสือตรงนี้ไม่ได้มีบอกว่า ท่านนายกฯ เห็นชอบ

ประเด็นที่ 2 มาดูว่า political will ของท่านนายกฯ เป็นอย่างไร? อันนี้น่าตั้งคำถามเพราะมันมีประเด็นที่น่าสนใจทางการเมือง

  1. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหลักปฏิบัติ ไม่มีที่ดินแนวกันชนเอาไปออก ส.ป.ก. ให้กระทรวงทรัพฯ ส่งเสริมปลูกป่า รู้สึกว่าภาษากฎหมาย มันเป็นบทกวาด บททั่วไป อ่านแล้วก็เพลินๆ
  2. ให้กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. ร่วมกับกระทรวงทรัพฯ กรมอุทยานฯ  กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อเข้าสำรวจและหาข้อยุติร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนอื่นที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานให้แล้วเสร็จทุกพื้นที่โดยเร็ว แล้วรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบด้วย

ดูแล้วเรื่องนี้ political will เรามีปัญหาจริงๆ ประเด็นที่ 1 กลไกที่จะต้องเกิดกระบวนการที่ 2 ก็ได้มันควรจะเป็น คทช. ที่สั่งแบบนี้ ถามว่า สั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ส.ป.ก. กระทรวงทรัพฯ มาคุยกัน ก็ต้องถามก่อนใครเป็นเจ้าภาพ พูดลอยๆ คำถามก็คือว่า political  will อย่างนี้ ถ้าตีความทางการเมือง มันคืออะไร

ข้อสั่งการนี้มีเจตนาทางการเมืองที่น่าสนใจ เหมือนกับจะทำให้เรื่องนี้มันจบยาก อันนี้ประเด็นที่ 1 แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า One Map  ไม่มีปรากฏในนี้เลย ถึงบอกว่าหนังสือของกรมแผนที่ทหารฉบับนั้น ไปๆ มาๆ มันจะกลายเป็นเหมือนกับกระบวนการการสื่อสารการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ได้มีสภาพที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะรู้ได้ว่าต้องเอาไปทำอย่างไร เริ่มตั้งแต่ข้อ 1 ข้อสั่งการก็ไม่ได้ฟันธง เพราะฉะนั้น ก็ต้องไปพิจารณาก่อนที่บอกว่า ท่านนายกฯ เห็นชอบแล้วว่า แนวเขตมันเป๊ะเป๊อะอะไรนี่ หนังสือฉบับนี้มันชัดเจน เพราะว่าท่านนายกฯ มีการนำเข้าไปนำไปพูดใน ครม. แล้วสำนักงานเลขา ครม. ก็เป็นคนแจ้งเวียน เพราะฉะนั้น ถ้ามองในทางการเมือง เรื่องนี้จะทำความลำบากใจในการร่วมรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ

เรื่องนี้ถ้ามองในทางการเมือง จงใจทำให้เรื่องมันยุ่ง แล้วพอมันยุ่ง สังคมก็จะยิ่งตั้งคำถาม พอยิ่งตั้งคำถาม แน่นอนว่า มันหาคำตอบไม่ได้ เพราะกระบวนการที่จะให้คำตอบกับสังคม มันก็ไม่ใช่การกระบวนการที่มันเป็น mechanism ของมันตามกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ คือใครกล้ายืนยันไหมว่า ถ้าทำการข้อสั่งการท่านนายกฯ อย่างนี้แล้วเรื่องนี้จะจบ อย่าว่าแต่จบตรงที่เมื่อกี้เลย ทั้งประเทศยิ่งสิ้นหวัง เพราะเป็นไปไม่ได้ เอาแค่ง่ายๆ เอาข้อสั่งการข้อที่ 2 “ใครจ่ายค่ากาแฟ?” “ใครจัดห้องประชุม?”

เพราะฉะนั้น พอสภาพของความเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง mechanism มันมีอยู่ ท่านไม่ใช้ พอไม่ใช้ มันก็ลอย แล้วก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่า เรื่อง mechanism แบบนี้ ระดับคณะรัฐมนตรีจะไม่ทราบ พูดตรงๆ ในเมื่อพูดเรื่อง One Map ในเมื่อพูดเรื่อง สคทช. จริงๆ ถ้ามีสักหน่วยงานหรือมอบให้ สคทช. ประสานกระทรวงเกษตรฯ มาคุยกัน อย่างนี้ political will ของท่านนายกฯ มีเจตนาจะแก้ปัญหาจริงๆ อันนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่วิเคราะห์ได้ว่า หนังสือสั่งการของท่าน หรือหนังสือกรมแผนที่ทหาร ไม่ได้มีเจตนาจะแก้ปัญหา หรือไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง แต่มันจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการต่อรองในการบริหารจัดการอำนาจในการร่วมรัฐบาลเป็นหลัก

แล้วเรื่องนี้มันไม่มีทางจะจบ ถ้าดูตามหนังสือฉบับนี้อย่างไรก็ไม่จบ และแน่นอนว่าถ้าสถานการณ์ไปไม่จบและสังคมไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แน่นอน ผมเป็นผู้มีอำนาจ ผมก็มีความชอบธรรม พรรคฝ่ายค้านเขาก็ต้องเอาฉบับนี้ไปถามเหมือนผม ท่านก็อาจจะใช้กระบวนการนี้ไปบริหารจัดการโครงสร้างในการเป็นรัฐบาล ก็เป็นสิทธิของท่านในฐานะการเป็นพรรคแกนนำในการร่วมรัฐบาล อันนี้อธิบายในทางการเมือง

คราวนี้ถามว่า อาจารย์คิดเยอะเกินไปหรือเปล่า? ต้องบอกว่า ไม่ได้คิดเยอะเพราะวิเคราะห์ตามตัวอักษร แล้วผมก็เสนอท่านไปแล้วว่า เมื่อกี้ mechanism ตามกฎหมาย จริงๆ คนที่เขาทำที่ดิน mechanism ตามกฎหมายมันคือ สคทช. ก็ตกใจมันหายไปไหน แล้วอยู่ดีๆ ก็มาข้อ 2 อย่างนี้ ที่เอามาโชว์ก็เพื่อที่จะเอาจิ๊กซอว์มาต่อให้ครบและเคลียร์กันให้ขาดก่อนว่า ข่าวที่เราอาจจะได้ยินได้ฟังว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอะไรนั่น เอามาว่ากันตามตัวอักษรนี้

ท่านนายกฯ บันทึกตามอักษรก็ไม่ได้บอกว่า ชอบหรือไม่ชอบ เพียงแต่ว่ามันเสร็จเร็วกว่าที่ระยะเวลาที่บอกไว้ แต่ตัวท่านนายกฯ ก็ยืดหยุ่นใช้ได้ ไม่เห็นชอบ แต่บอกว่า เพื่อแก้ปัญหาทับซ้อน ขอให้ดำเนินการเพิ่ม

อ่านหนังสือราชการดีๆ กล้าพูดเลยว่า หนังสือราชการฉบับนี้ ถ้าวัตถุประสงค์ของท่านต้องการจะจบ มันไม่จบ แล้วก็ไม่เชื่อว่า mechanism ของรัฐกลไกอื่นจะอ่านแล้วแปลต่างจากผม ซึ่งเจตนาที่อยู่เบื้องหลัง แน่นอน ถึงบอกว่าเรื่องนี้ ความน่าเสียดายที่อาจจะพูดได้ตรงนี้คือ แทนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นการนำไปสู่การแก้ไขปัญหา มันอาจจะถูกนำไปใช้ในเรื่องประโยชน์อย่างอื่น อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย

แต่ก็ย้ำว่า หนังสือกรมแผนที่เมื่อวานนี้ ถ้าใครดูหลักกฎหมายจะรู้ว่า ไม่มีสภาพในทางกฎหมายจริงๆ ถึงได้บอกว่า แม้กระทั่งข้อเสนอด้วยความปรารถนาดี บอกว่าถ้าเป็นป่าจะคืนให้ คุณชัยวัฒน์ก็รับคืนไม่ได้ เพราะว่าถ้ารับคืนตรงเมื่อกี้ก็โดน แปลว่า ถ้าดูแผนที่ ของคุณเสียไป แล้วอยู่ดีๆ เขามาให้คุณ แต่เข้าใจว่าจะมีประเด็นในทางกฎหมาย ถึงแม้จะรู้ว่าทางส.ป.ก.ก็อาจจะหวังดี  ก็คิดว่าก็คงหวังดี แต่ปัญหาคือว่า มันปฏิบัติไม่ได้ อันนี้เลยเอาภาพของ political will มาให้ดู เผื่อสื่อมวลชนถ้ามีโอกาสจะได้ไปตามข่าวต่อ จะได้มีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ แทนที่เราจะเห็นหมุดหมายที่หนังสือของกรมแผนที่ทหาร วันนี้ก็จะได้เห็นว่ามันมีความคืบหน้าเป็นข้อสั่งการที่มันคืบหน้าไป เพราะฉะนั้นผู้มีอำนาจก็ต้องตอบสังคม

ฟันธงนะว่า หนังสือของกรมแผนที่ทหารมันแก้ปัญหานี้ไม่ได้ อันนี้เราพูดตรงๆ แล้วทำให้ซับซ้อนหนักขึ้น แล้วพอมาประกอบกับฉบับนี้ ซึ่งคิดว่าท่านนายกรู้ ในหนังสือฉบับนี้จึงไม่มีบอกเลยว่า ท่านเห็นชอบหรือท่านไม่เห็นชอบ ท่านใช้คำว่ามอบหมายให้ไปทำเพิ่ม ต้องบอกว่า เจตนาในการเสนอตามที่ให้ไปทำเพิ่ม ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา อันนี้ชัดๆ ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหานี้ แต่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการเมือง

จริงๆ แล้วมันควรเริ่มจากว่า เอาเข้าคทช. ก่อน อย่าง One Map นี้ เรียนว่า ไม่ใช่กรมแผนที่ทหารหน่วยงานเดียวที่จะไปชี้ว่าเขตนั้นอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ มันมีรูปแบบการพิจารณาเป็นคณะอนุกรรมการ อันนี้ผมเข้าใจระบบดี และเชื่อเถอะว่าในอนุกรรมการเขาจะปรับเส้นกัน เขาถกเถียงกันเยอะ เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าหนังสือกรมแผนที่ทหารชี้ว่าอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น ขนาดท่านนายกฯ ยังไม่ฟันธงเลย เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าถามว่า political will เป็นอย่างไร? ต้องบอกว่า ท่านนายกฯ ไม่มี political will ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่ใช้สถานการณ์นี้ไปแก้ไขปัญหาอย่างอื่น

อย่างน้อยที่สุด mechanism ที่ท่านเป็นประธานตามกฎหมาย ท่านลองใช้ประโยชน์จากมันดู มันไม่ได้แย่จนเกินไป และคิดว่า ผอ.ชัยวัฒน์เองถ้าได้ไปคุยผ่านกลไกตรงนั้น มันพอคุยกันได้ แต่อย่างที่บอก อยู่ดีๆ ผอ.ชัยวัฒน์หรือเจ้ากรมแผนที่บอกว่า ไปนั่งคุยกันเอง จะมาคุยอะไรกัน เพราะไม่มีอะไรกัน แต่ถามว่า กินกาแฟกันแล้วมันเกิดมรรคเกิดผลไหม มันไม่เกิดไง คุณชัยวัฒน์ในฐานะเป็นกรรมการเลขานุการ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจะไปเสนอผนวกได้อย่างไร ผมนึกไม่ออกว่าคุณชัยวัฒน์จะไปขึ้นเรื่องอย่างไร ถึงแม้พยายามจะคิด มันก็ดูดีนะ ผนวก แต่ก็คิดว่ามันจะไปอย่างไร คุณชัยวัฒน์ก็คงบอกว่า ก็เส้นของผมมันอย่างนี้อยู่แล้ว แล้วอยู่ดีๆ ผมไปผนวกเส้นตัวเองมันก็ประหลาดเต็มที แล้วผมจะตอบรัฐมนตรีทส. อย่างไร จะตอบผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติอย่างไร แทนที่จะปวดหัวอยู่เรื่องนี้ กลายเป็นสร้างเรื่องอื่นมาปวดหัว

เอกสารมันคือคำอธิบายของสิ่งที่ตั้งใจ ถ้าสิ่งที่ตั้งใจคือสิ่งที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งmechanism ที่มีอยู่ ไม่ได้บอกว่ามันดีที่สุด ที่ควรจะเป็นข้อสั่งการหรือเพิ่มเข้าไปในข้อ 2 ก็ได้ เช่น สั่งเพิ่มว่าให้ สคทช.เป็นประสานงาน แต่อันนี้หายไปเลย แล้วอยู่ดีๆ บอกว่ากระทรวงนั้นนี้มารวมกัน แล้วมาทำ MOU ด้วย ถามว่า “ใครจ่ายค่ากาแฟ?”

(ถ้าผ่านกลไก คทช.) น่าจะมีความละเอียดเพิ่มมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าปัญหาที่ระดับปฏิบัติเจอ พูดตรงๆ อย่างกรณีแปลงคดีซึ่งมันบังคับคดีไปแล้ว แล้วอาศัยเส้นที่กรมอุทยานฯ เขาใช้มาโดยตลอด อย่างนี้แน่นอนอธิบายตามหลักกฎหมายคือมันง่ายว่า อาจพบหลักฐานใหม่ แต่เอฟเฟคที่ตามมา คำถามคือว่า แล้วคนที่เขาเป็นนายทุนจริงๆ แล้วคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ สถานภาพเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร แล้วคนที่เป็นเจ้าหน้าที่พวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองได้ หลายท่านก็รู้ว่าเงินเดือนก็ค่อนข้างต่ำ ความมั่นคงทางอาชีพ หลายคนก็รู้ว่าจ้างกันปีต่อปีด้วยซ้ำไป ก็พูดให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดในมุมการเมือง และ political will ความน่าเสียดายคือ มันถูกนำไปใช้เพื่อตอบโจทย์อย่างอื่น มันไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์เรื่องที่เป็นประเด็นกันอยู่

A ranger at the Khlong Wang Mued creek near a wildlife corridor in Thap Lan, where wildlife including tigers come to use. Photo: Sayan Chuenudomsavad

ข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติม

รองศาสตราจารย์ ดร. นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์

ในจิ๊กซอว์ที่เราเห็นในบริบทของการจัดการทรัพยากรทั้งหมด สิ่งที่เราเห็นกันวันนี้มันเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุเราไม่เคยจะไปจับ แล้วให้มันเห็นตัวสาเหตุที่ทำให้ปลายเหตุมันเป็นอย่างนี้ จะบอกว่ามันเละเทะ เราก็ไม่อยากจะใช้คำถึงขนาดนั้น แต่สิ่งที่เห็นก็คือ มันเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างหน่วยงาน ซึ่งสมมติฐานก็คือ ทุกคนก็คงมีเจตจำนงที่ดี ที่อยากจะทั้งรักษากฎหมาย และในเรื่องของการแก้ไขปัญหา แต่ภาพที่อยู่ในใจของแต่ละหน่วยงาน มันไม่ตรงกัน ภาพของทางส.ป.ก.ก็คงเป็นอีกภาพหนึ่ง ภาพของทางกระทรวงทรัพฯ ก็คงจะเป็นอีกภาพหนึ่ง ภาพของนักวิชาการก็คงเป็นอีกภาพหนึ่ง ภาพในมุมมองของภาคองค์กรเอกชนก็คงจะเป็นอีกภาพหนึ่ง แต่ภาพเหล่านั้นมันจะต่อกันอย่างไรให้เป็นประเทศที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้

ในมุมมองทางวิชาการ คทช. ที่เป็นอยู่ ส.ป.ก. ที่เป็นอยู่ ตอบได้เลยว่ามันเป็นเจตจำนงที่ดี แต่วิธีการที่จะไปถึงเจตจำนงที่อยากให้เป็น มันไม่ได้ เพราะว่าในมุมมองของทางวิชาการ เรามองไม่ได้เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ป่า 1 ผืนที่เราเห็นที่เป็นสีเขียวๆ ในสายตาของนักป่าไม้ มันมีคุณค่าไม่เท่ากัน เราถูกฝึกให้มองป่าในฐาะของทรัพยากรป่าไม้ที่มันมีความผันแปร เราถูกฝึกมาให้มองป่า เอาง่ายๆ ว่ามีพื้นที่หน้าตัดของต้นไม้เท่าไหร่ มีความหนาแน่นของจำนวนต้นเท่าไหร่ มีอัตราการปกคลุมของต้นไม้เท่าไหร่ มีส่วนที่เป็นของไม้ต้นเท่าไหร่ ที่ไม่ใช่ไม้ต้นเท่าไหร่ ที่เป็นของป่า เราถูกฝึกมองแบบนี้มาโดยตลอด และสำคัญที่สุดในวันนี้ ถ้าเราพูดถึงสัตว์ป่า เรามองป่าในฐานะองค์ประกอบของถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า แล้วเราก็มองว่า ป่าจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการ แม้แต่ป่าที่เป็นป่าในพื้นที่อนุรักษ์ ถ้าในมุมมองทางวิชาการที่เราเห็นว่ามันเป็นป่าที่มีอายุมากๆ old growth ที่เราไม่ควรไปแตะต้อง แต่ถ้ามันเป็นป่าที่ผืนนั้นมันกลายเป็นป่าไม้ อย่างเช่น สีเสียดแก่น เถาวัลย์ หรือแม้จะเป็นต้นติ้วที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากจะเอาไปเผาถ่าน หรือเอาไปทำไม้คอกวัว เราบอกว่าหลังปี 2532-34 ที่เราปิดป่า ผมทำ GIS จากปี 2532-2566 ผมทำตอนปี 2562 ป่า 40,000 ตารางกิโลเมตรจากป่าสงวนแห่งชาติทั่วๆ ไปที่ผ่านการทำไม้ ถูกปรับให้กลายเป็นพื้นที่ของอุทยานฯ กับเขตรักษาพันธุ์ ป่าเหล่านั้น ส่วนหนึ่งย่อมมีปัญหาที่ดินการครอบครองของชุมชนด้วย

อีกส่วนหนึ่งผ่านการทำไม้และผ่านการละเลย อย่างกรณีแก่งกระจานมีแต่ตัวเนื้อป่า ป่าในพื้นที่เถาวัลย์เป็นป่าที่ราบ แต่สัตว์ป่าไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ทับลานก็เช่นเดียวกัน แต่อันนี้เคสหนักกว่าก็คือ ป่าเป็นที่ราบแต่ถูกนายทุนยึดครอง และสัตว์ป่าก็หลีกเลี่ยงการใช้ประโยชน์ ถามมุมมองทางวิชาการ พื้นที่เหล่านั้นมันสามารถบริหารจัดการได้

ถ้าเราใช้กลไกของ คทช. ส.ป.ก. มองภาพไม่ต้องสวยงามหรอก แต่เรามองภาพของป่าที่ว่า มันเป็นองค์ประกอบของถิ่นอาศัย ป่าและสัตว์ป่าเป็นทรัพยากรที่จัดการได้ เราจะเห็นได้เลยว่าการใส่ความเข้าใจของการจัดการป่าไม้และสัตว์ป่าเข้าไปในพื้นที่ของ คทช. พื้นที่ของ ส.ป.ก. จะช่วยให้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ตัวอย่างง่ายๆ ตอนเรียนอยู่อเมริกา ขณะที่เรียนอยู่ มีคนมายกพื้นที่ป่าให้กับมหาวิทยาลัยทั้งหมด 300 เอเคอร์ ก็เอา 2.5 คูณเป็นกี่ไร่ อยู่ดีๆ มีคนมายกให้เลย ถามว่ามันมีแบบนี้ด้วยเหรอ ทำไมเขายกให้ แล้วลูกหลานเขาไม่อยากได้เหรอ

มาเจออีกเหตุการณ์หนึ่งไปช่วยอาจารย์ เข้าไปเป็นป่าสวยงามเลย เป็นป่าที่สมบูรณ์มากเลย แอดไวเซอร์กระชากคอไม่อยากเข้าไปเดี๋ยวโดนยิง คนที่มันเป็น land lord ไม่อนุญาตให้คุณเข้าไป เลยถามว่าป่าอย่างนี้คนทั่วไปมันถือครองได้ด้วยเหรอ ในบ้านเรามันทำไม่ได้

ในกรณีนี้มันบอกอะไรเรา มันบอกเราง่ายๆ เลย พื้นที่ป่า สำคัญที่สุดก็คือความเป็นป่า แล้วมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ในวัตถุประสงค์ที่เป็นพื้นที่ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ไม่จำเป็นต้องเป็นป่าทั้งหมด มันอาจจะเป็นทุ่งหญ้าก็ได้ มันอาจจะเป็นป่าละเมาะก็ได้ หรืออาจจะเป็นป่าที่มีการปกคลุมอย่างหนาแน่นก็ได้ อยู่ที่วัตถุประสงค์ของการจัดการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐเป็นผู้กำหนดว่า เมื่อมันเป็นป่าแล้ว ถึงจะเป็น ส.ป.ก. คทช. ให้ไปอีกโคตรเหง้าศักราช มันก็ต้องเป็นป่า

แล้วป่าในที่นี้มันมีความผันแปร มันอาจจะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เป็นเต็งรังแบบ savanna เป็นป่าเบญจพรรณ เป็นป่าดิบแล้งที่มีต้นไม้ ไม่จำเป็นต้องมีเยอะก็ได้ แต่มันยังคงมีความเป็นป่า ในที่นี้ก็คือพื้นที่ที่มีพรรณไม้ปกคลุมและมีสัตว์ป่าใช้ประโยชน์ ถ้าเป็นแบบนี้ บอกเลยว่าไม่มีใครอยากเปลี่ยนมือ เพราะไม่รู้จะเอาไปทำไม

ถ้าออกกฎหมายแบบนี้มา เป็นนายทุน อยากทำรีสอร์ท บอกไม่ให้เอาไฟ ไม่ให้เอาน้ำเข้าไป ไม่ให้เอาสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเข้าไปเลย ให้เป็นป่าอย่างเดียว วันหนึ่งจะเหมือนในอเมริกา วันหนึ่งหมดยุคใช้ประโยชน์ก็จะต้องหาหน่วยงานคืน เพราะว่าเสียภาษีเยอะ ไม่เอาหรอก

แต่บ้านเราไม่ใช่อย่างนั้น บ้านเรากลับกลายเป็นว่า หลังจากที่มีการให้ ส.ป.ก. มันก็เริ่มคิดแล้วว่า อยากเปลี่ยนแปลงให้เป็นทุน มันไม่ผิดนะ แต่ไม่ใช่พื้นที่ทุกผืนทำแบบนี้ได้ ตัวอย่างง่ายๆ พื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ เราจะใช้เกณฑ์เดียวกันเหรอ ให้ไปแล้วแล้วเราจะเปลี่ยนไปเป็นทุนอีก 5 ปีเหรอ ลองจินตาการภาพวันนี้ที่ตีนเขาใหญ่ แล้วมันมาเกิดในพื้นที่อยู่ในเขตเคยเป็นพื้นที่ของเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ วันนี้มันคือความช้ำใจของคนทำงาน เราคงยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเปลี่ยนแปลงให้เป็นทุนไม่ได้นะ อย่างที่ผอ.ชัยวัฒน์บอกเลยว่า บางครั้งอุทยานฯ ต้องถอย เขตรักษาพันธุ์ฯ ต้องถอยในบางพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่ เราต้องเข้มแข็ง เราต้องกำหนดพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นพื้นที่ที่เป็นเป้าของการจัดการของเรา สัตว์ยังใช้ประโยชน์ในเรื่องของการข้ามไปข้ามมา มันก็สามารถจัดการให้สัตว์ขยายพื้นที่อาณาเขตหากิน ลดการออกนอกพื้นที่ได้ เรารักษา corridors ไว้ พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ป่าละเมาะ เป็นพื้นที่ทุ่งหญ้า เราจัดการแปลงหญ้าเหมือนกับที่กุยบุรีเขาทำ วันนี้ถ้ากุยบุรีไม่ทำแปลงหญ้า 2,000 ไร่ มันจะบรรลัยยิ่งไปกว่านี้ แต่มันก็แก้ไม่ได้นะ เพราะช้างเคยออกแล้ว จะไปบอกมันว่าอย่าออกเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันแก้ปัญหาตัวที่ยังไม่ออกมันจะไม่ออก ตรงนี้เป็นอานิสงส์ที่เราไม่ได้มอง แต่เรากลับไปมองว่ามันต้องแก้ปัญหาทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ

การแก้ปัญหาด้วยเบ็ดเสร็จ มันเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินของทั้งประเทศ สิ่งที่สำคัญคือ การมีป่า การมีพื้นที่เปิดโล่ง การมีสัตว์ป่าการมีพื้นที่เกษตรกรรม มันควรจะจัดวางไปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นตำแหน่งของละติจูดลองติจูดที่เหมาะสม และอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในเวลา หมายความว่าอย่างไร? วันนี้เป็นป่า วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นพื้นที่เปิดโล่งก็ได้ แล้ววันต่อไปมันอาจจะเป็นพื้นที่ที่ต้นไม้กำลังขึ้น เหมือนกับที่เรานั่งเถียงกันที่ป่ามันเปลี่ยนไป มันก็เป็นธรรมชาติในเรื่องของการทดแทนของป่า แล้วใครได้ประโยชน์ในช่วงเวลานั้น สัตว์ป่าออกมาหากินในพื้นที่นี้ได้ แล้วหลังจากที่มันกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ มนุษย์ได้ประโยชน์จากไม้ พอตัดออก สัตว์ก็เข้าไปหากินในพื้นที่นั้นได้

อาชีพป่าไม้ในต่างประเทศเขาก็ทำเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เขาทำการจัดการป่า ตัดฟันป่าเป็นเรื่องปกติ แต่ประเทศไทยเรากลับมองว่าการเข้าไปจัดการป่าเป็นเรื่องผิดปกติ แก่งกระจานวันนี้ กลับไปดู มันก็ไม่เปลี่ยนอะไรเลย ลูกศิษย์ทำวิทยานิพนธ์เรื่องของป่าที่แก่งกระจานที่เป็นป่าเถาวัลย์ มันก็บอกเลยว่าหลังจากที่ตัดปีนั้นไป กลับมาวันนี้ ป่ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย สัตว์ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราทำก็คือ เราก็ไม่ทำอะไรเหมือนเดิม

เพราะฉะนั้น วันนี้อยากเรียนว่า การจัดการป่าหรือการตัดไม้ที่มันไม่ถูกวัตถุประสงค์ อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์กับเรื่องของ คทช. มันอาจจะมีการส่งเสริมอาชีพอะไรที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ กับสัตว์ป่า หรือแม้กับตัวสัตว์ป่าก็สามารถจะเอามาใช้ประโยชน์ได้ถ้ามีจำนวนเกินกว่าความสามารถของพื้นที่จะรองรับได้ เหล่านี้ องค์กรเอกชน ในส่วนของกรมป่าไม้ ของกรมอุทยานฯ รวมถึงทุกภาคส่วน เราน่าจะมีจินตนาการที่เป็นภาพร่วมกัน แล้วถ้าเรามีภาพไปร่วมกัน เราสามารถที่จะคุยกับหน่วยงานของกระทรวงทรัพฯ กระทรวงเกษตรฯ ไปในทิศทางที่ตรงกันได้

ไม่อยากให้มีคณะทำงานเพิ่มเลย ถ้าไม่อยากแก้ไขปัญหาอะไร เขาบอกว่าให้พยายามตั้งคณะกรรมการให้เยอะๆ เพราะฉะนั้น ในกลไกที่มีอยู่ แค่พูดคุยทำความเข้าใจให้จิ๊กซอว์เหล่านั้น ต่อภาพเดียวกัน คิดว่าปัญหามันจะแก้ได้

ถ้าเป็นไปได้ ในภาคองค์กรเอกชน ภาคประชาชน ภาคทางวิชาการ เรียนเลยว่าวิชาการเราก็มีไม่น้อย แต่ทุกคนบอกว่าวิชาการมันจะขึ้นหิ้ง เพราะว่าเอาไปปฏิบัติได้ยาก เข้าไม่ถึง แต่ในความเป็นจริง ตัวอย่างอย่างเช่น การศึกษา corridors ทั่วประเทศจริงๆ มีอยู่ 120 กว่าแนวเอง แค่ใส่ efforts ความพยายามในการจัดการพื้นที่ 120 กว่าแนว ทุกอย่างจะจบ แล้วที่จะต้องจัดการจริงๆ มีไม่ถึง 50 แนวหรอก

สิ่งเหล่านี้มันไม่เคยเข้ามาสู่ในกระบวนการพูดคุยของคทช.ในส่วนของ ส.ป.ก. แต่ทุกคนมองภาพเดียวกันหมดเลย 1. เห็น ส.ป.ก.แล้วต้องนึกถึงข้าว ข้าวโพด มัน อ้อย ยาง มันคิดวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แล้วจนกลายเป็นเครื่องมือในเรื่องของการหากินของคนบางกลุ่มไปหรือเปล่า แต่ยังมีการเกษตรภาคป่าไม้ที่กรมป่าไม้นี่แหละ อยากจะทำให้มันเกิดในเรื่องของชุมชนไม้มีค่า แต่มันไปต่อไม่ได้สักที เพราะว่าการทำภาคการเกษตรป่าไม้มันจะต้องมีการ subsidy มันต้องมีการสร้าง incentives ให้กับเกษตรกรอย่างมหาศาล แต่เชื่อไหม เงินลงทุนไปมันน้อยกว่าค่าที่เราไปชดเชยอย่างมันสําปะหลังหรือข้าวเสียอีก ก็ฝากไว้ตรงนี้ว่า ถ้าเรามองเป็นภาพจิ๊กซอว์เดียวกันเราจะแก้ปัญหาได้

คุณภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

คือ คทช. กลไกมันถูกออกแบบมาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเราก็รู้ว่าปัญหาประเทศไทยมีเรื่องของความซับซ้อนเรื่องของปัญหาที่ดินมาอย่างยาวนาน และแนวทางในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโดย คทช. มันเหมือนสร้างองค์กรเบ็ดเสร็จขึ้นมาองค์กรหนึ่งในการที่จะดูภาพรวม แต่เราไม่ใช้กลไกนี้อย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการ

อันที่ 2 ก็คือผมเห็นด้วยกับอาจารย์นันทชัย ก็คือมุมมองความคิดตั้งแต่นโยบายมา ผู้บริหารประเทศมาจนถึงพวกเราทุกคน เราไม่มีทิศทางในการมองภาพรวมในเชิงของการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องของผืนป่าสัตว์ป่าและป่าไม้อย่างเป็นภาพเดียวกัน คืออนุรักษ์ก็อนุรักษ์ไป ชาวบ้านเขาจะอยู่จะกินก็มองอีกมุมนึง แต่เราไม่เคยมองในภาพรวมว่า ถ้าเราดูแลเราบริหารจัดการ แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลากับเรื่องของการคลำหาการปลูกพืชแบบอื่น หรือวิธีการอะไรที่ต้องลงทุนมหาศาล โดยที่ประเทศไทยของเรามีพื้นฐานในเรื่องของทรัพยากรป่าไม้อยู่แล้ว และเรามองมันน้อยไป และเราใช้มันน้อยไป มันทำให้วิธีคิดในการจัดการทุกระบบตั้งแต่เบื้องบนมาจนถึงคนที่อยู่ในพื้นที่เลยไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน แล้วเวลามันมีปัญหาขึ้นมา มันจะมีความย้อนแย้งกันในทุกมิติเลย การขาดน้ำเพราะเราไม่มีน้ำ แต่เราไม่มีน้ำเพราะอะไร อย่างนี้คือตัวอย่าง ถ้าเรามีธงนำของเราชัดเจนว่าประเทศไทยของเราจะมุ่งไปในเรื่องการดูแลทรัพยากรเพื่อให้ทรัพยากรกลับมาหาเรา ทำประโยชน์ให้เราอย่างไร

เรื่องของการที่ทบทวนนโยบาย ทบทวนกิจกรรมที่จะมีผลกระทบพวกนี้ มันต้องเร่งจริงๆ อยากให้ท่านที่ปรึกษาฯ อยู่เหมือนกันเพราะกำลังมองว่า วันนี้การส่งเสริมนโยบายการออกโฉนดให้กับพื้นที่ ส.ป.ก.มันคือตัวเร่งชั้นดีที่ทำให้เรามีปัญหาที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ตอนนี้มันไม่ใช่ที่เดียวที่ทุกคนพยายามจะไปฝัง ส.ป.ก. วันนี้สวนผึ้งก็เกิด เขาใหญ่เกิด ทับลานมีแล้ว ภาคเหนือก็มี คือตอนนี้มันเริ่มจะมีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมา เพราะมันมีกระบวนการในการเร่งที่จะทำให้พื้นที่มันมีความชัดเจนในการที่จะไปสู่ในเรื่องของการออก ส.ป.ก. ในอนาคตเพื่อที่จะออกโฉนดอีกที ซึ่งมันคือตัวการหนึ่ง อาจารย์บอกไว้แล้วว่ามันจะคล้ายๆ กับ ส.ป.ก. 4-01 ได้ถ้าเราไม่มีวิธีการในการทบทวน ไม่มีวิธีการในการดูแลจัดการให้ดี

เพราะฉะนั้น อันนี้เสนอว่า กระทรวงเกษตรฯ เองอาจจะต้องทบทวนนโยบายนี้ แล้วก็อาจจะยุติไปก่อน หากลไกวิธีการที่จะทำให้พวกเราทุกคนเกิดความสบายใจ เกิดความชัดเจน มีกระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้ แล้วก็ไม่เป็นตัวเร่งที่จะทำให้เราสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างที่มันจะเกิดขึ้นตรงนี้ คิดว่าอันนั้นค่อยมาว่ากันอีกที อันนี้คือเรื่องของการทบทวน

อาจจะต้องมามองในเรื่องของความเหมาะสมของการจัดการพื้นที่ในเชิงที่มันเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ที่มีความสำคัญกับระบบนิเวศ อาจจะเป็นพื้นที่นอกอนุรักษ์ก็ได้ แต่ว่ามันมีความสำคัญในเชิงนิเวศ ตรงนี้พื้นที่ คทช. ที่จะเข้าไปดูแลหรือการส่งเสริมที่จะเข้าไปนี้ อาจจะไม่ได้ไปมองในเรื่องของมิติของการส่งเสริมพืชอย่างเดียวหรือวิธีการอย่างไรอย่างหนึ่ง แต่มองว่าการที่จะมีภาษี การที่จะเอื้อภาษี การที่จะเอื้อต่อองค์ความรู้ หรือการส่งเสริมในเรื่องของการเกษตรที่มันเหมาะสม คิดว่าเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ น่าจะเอามาดำเนินการได้ควบคู่กับเรื่องของการออก ส.ป.ก. และออกโฉนด ส.ป.ก.ด้วย ก็ฝากเอาไว้ อันนี้เป็นห่วงจริงๆ

หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หน.ผต.กส.) ชีวะภาพ ชีวะธรรม

คงต้องเห็นด้วย เพราะว่า สคทช. เขาเป็นร่างใหญ่ที่เป็นตัวที่จะต้องไปผ่าน ย้อนไปข้อที่ 1 มันจะไปได้ดีหรือไม่ดี จะย้อนไปในเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายมือซ้ายกับมือขวา มันต้องไม่เฉือนกัน มือขวาไม่ต้องมาเฉือนมือซ้ายออกไป เลือดซิบๆ ภาษาพี่อี่ (ผอ.ชัยวัฒน์) ก็คือมาเหยียบเท้า แต่มองว่าเฉือน มาตัดเนื้อเฉือนแล่กันเลย เลือดซิบ มันต้องเป็นคู่กันเจตนารมณ์ของกฎหมายไปด้วยกัน อันนั้นสำคัญที่สุด

อันที่ 2 มันต้องทบทวน ส.ป.ก. ได้ไป 30 ล้านไร่ ต้องทบทวนแล้ว ต้องทบทวนแล้วว่ามันผิดพลาดตรงไหน 30 ล้านไร่ ตอนนั้นยังอยู่ในมือตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อยู่กับคนยากไร้ไหม เป็นไปตามเจตนารมณ์ไหม คราวนี้ถ้ามันไม่ได้อยู่ มันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้สามัญสำนึกมันหายไป เพราะว่าจริงๆ แล้วมันจะเดินเข้าไปในระบบนิเวศแบบนั้น ไม่ได้ เขาไม่วัดให้อยู่แล้ว (กรณีเขาใหญ่) มันก็จะไปข้อที่ 1 อีก ไปเฉือนเนื้อเขา ไปเฉือนมือซ้าย

ทีนี้ อะไรที่ทำให้เกิดตรงนั้น? นั่นคือกิเลสตัณหา พูดกันตรงๆ มันมีกลไกของตรงนี้เกิดขึ้นมานานมาแล้ว จนทำให้กล้าที่จะทำอะไรอย่างที่เราเห็นว่า สอบสวนสิทธิ์กันได้อย่างไร มันเป็นป่าทั้งนั้น เป็นแหล่งน้ำ การเกษตรก็คงจะเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาก็คงจะไม่ได้ เดี๋ยวช้างมันมา ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา จะต้องลดมันให้ได้ ถึงมองว่า ในอนาคตข้างหน้า ส.ป.ก. ก็คงต้องอยู่ จะต้องไปลดตรงไหน เพิ่มเติมตรงไหน เพื่อให้ตรงนี้มันหายไป แล้วให้เกิดความยั่งยืนของมือขวาได้  ไม่อย่างนั้น ส.ป.ก.ก็จะไม่ยอมทำบางสิ่งบางอย่าง

ข้อที่ 3 ก็คือเหมือนอย่างข้อสั่งการ ข้อสั่งการตรงนี้ให้ไปดูในเรื่องของ MOU ใหม่ ทั้งที่ MOU ก็มีอยู่แล้ว แต่เผอิญ MOU เขียนตกไปคำเดียวว่า “ป่าถาวรและป่าตาม พรบ.ป่าไม้ 2484” เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ก็ยังพูดอยู่ตลอดว่า ใช้กับป่าสงวน ใช้กับป่าแบบนี้ไม่ได้  วันนั้นที่ไปกัน เขาก็งัดมา ก็เลยรำคาญ บอกว่าไม่เป็นไร ใช้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าป่าแบบนี้มันก็เดินไม่ได้ มันก็ไปเฉือนเนื้อมือซ้ายที่เขาอนุรักษ์ไว้ และอีกอันก็คงต้องยุติบางอันที่มาอ้าง เรื่อง ส.ค.1 มันเอามาอ้างในพื้นที่นี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าถ้ามี ก็เอาไปออกเป็นโฉนดได้ ในอุทยานฯ ถ้ามี ส.ค. 1 ออกได้ เพราะ ส.ค. 1 เขามาก่อน ทีนี้ไม่ควรเอามาอ้างแล้ว จะได้จบกันไป ท่านยังเอา ส.ค. 1 มาอ้างว่าอยู่ในเขตอุทยานฯ ก็เอาไปออกสิ เขาไม่ได้ห้ามเลย แล้วมีสิทธิ์ได้ด้วย ในอุทยานแห่งชาติก็มีโฉนดที่ดินมี ส.ค. 1 เป็นไปตามกฎหมายเพราะเขามาก่อน แต่ถ้าจะมาอ้างลอยๆ แล้วทำให้พี่น้องประชาชนสับสน อันนี้ไม่ได้

เงื่อนไขพวกนี้และบางประการอย่างที่บอกว่าต้องทบทวน 30 ไร่ที่ได้ไป ก็ต้องอุดรูมัน สร้างกลไกมาอุดรู อย่างเช่นเมื่อกี้ (ข้อสั่งการนายกฯ) 2 ข้อ มันเป็นการด่วนที่สุด มันอาจจะไม่ต้องผ่าน สคสช. แต่มันก็พอจะขยับไปได้ ค่ากาแฟก็ช่วยกันไป แต่คิดว่ามันจะมีประโยชน์นะ เพราะอันที่ 1 เขาใช้คำว่า จะไม่มีการนำเอาพื้นที่แนวกันชน และข้อที่ 2 ให้มาทบทวน MOU กันใหม่ ก็คือตัวนี้ และไม่ต้องมาเหมือนเล่นวลีว่า อันนี้ป่าสงวนแห่งชาติ มันต้องไม่ใช่แล้ว เพราะเจตนารมณ์มันเทียบเคียงกันได้ มันต้องเทียบเคียง เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นการเฉือนเนื้อ คนที่เขาเขียนตรงนี้ไว้เจตนารมณ์มันชัดเจนอยู่แล้ว ก็ต้องเอาตัวนี้มา แต่ถ้าจะมาตอบหนังสืออย่างที่เห็น

และอีกอันก็คือว่า ถ้าเกิดเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย มันก็จะไม่มีการไปตีความเป็นแบบนี้ อย่างเช่น ไปตีความว่ามันออกเป็นกฤษฎีกาไปแล้ว จะมากันพื้นที่คืนได้อย่างไร มันไม่ใช่ มันต้องมีจิตวิญญาณกลับมาว่าเจตนารมณ์เพื่อจัดที่ดินให้กับเกษตรกรที่ยากไร้ อันนี้คงต้องมีผล ถ้าไปเจอป่าธรรมชาติเมื่อไหร่ก็กันคืนกลับมา ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกันคืนให้มือซ้าย ให้มือซ้ายทำหน้าที่เต็มที่ ส่วนมือขวารอว่าตรงไหนมันเสื่อมโทรมแค่นั้นเอง และที่สำคัญ วันนี้พื้นที่พวกนี้มันซ้อนทับกันได้ ถ้าจิตวิญญาณมันมีไม่ได้กังวลอะไรเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่ถ้าอยู่บนจิตวิญญาณแล้ว ก็คงไม่ต้องไปเรียกร้อง One Map มาช่วยหรอก มือซ้ายกับมือขวาแค่นั้นเอง

ข้อสุดท้าย จะได้ไม่ต้องถกเถียง มันเป็นข้อกฎหมาย กรณีเรื่องแนวเขต กรมแผนที่ทหารไปทำได้แต่ไม่ใช่กฎหมาย แม้จะให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ไปทำ แต่ถ้าไม่ได้ทำเพื่อที่จะไปแก้ไขกฤษฎีกาก็โมฆะ เคยรวมตัวกันกับชุดน้องพญาเสือไปรังวัดแผนที่ขึ้นมาก็โมฆะ มันต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ถ้าป่าสงวนเขียนไว้ในมาตรา 10 หรือ 12 ไปดูในคดีตัวอย่าง หาดฟรีด้อม ไปขีดกันเองแล้วกันออกเอง มันต้องประกาศเป็นกฤษฎีกา มันต้องไปเพิกถอน และที่สำคัญ ต้องมีอำนาจตามหน้าที่ตามกฎหมาย

แล้ววันนี้ ถ้ากรมอุทยานฯ ยังยืนยันเช่นนั้น คนที่ยืนยันมีอำนาจเขาตามกฎหมาย เขาก็ยังยืนยันว่าตรงนั้น ทางนี้ก็ต้องใช้เส้นนั้นเป็นข้อกฎหมายทำงานต่อไป แต่อันนั้นก็เพียงแค่เป็นการตรวจสอบแต่ยังไม่เป็นข้อกฎหมาย (การตรวจสอบแนวเขตของกรมแผนที่ทหาร)

และที่สำคัญที่กังวลที่สุด ในข้อสุดท้ายก็คือ จะเห็นว่าวันนี้ในเรื่องของ One Map มันเป็นไปได้ยาก เพราะว่า One Map ก็คือการแก้กฎหมายทุกฉบับที่มี ป่าสงวนมีอยู่ 1,221 ฉบับ กรมอุทยานอีก 120 ฉบับ ยังไม่รวมเขตรักษาพันธุ์ ทีนี้กรมป่าไม้เคยทำเร็วสุด ในการแก้ต้องมีเหตุมีผลด้วยนะ ให้ทางเรา อธิบดี ผอ.สำนักหรืออธิบดีไว้เนื้อเชื่อใจลงนาม แล้วเอาไปประกาศ ใช้เวลาหลายปีในแต่ละฉบับ เอา 1,200 คูณ 3 ปีก็ประมาณ 3,000 ปี

อันนี้พูดตรงๆนะ ยืนยันได้ เพราะตอนที่เป็นรองอธิบดี ก็พยายามจะแก้ ทั้งที่ไปเห็นข้อมูลว่ามันผิดในการรังวัด ผิดชัดเจนและยอมรับกันทั้งหมด พอรู้ว่าผิดก็เสนอขั้นตอนขึ้นมา ลงไปรังวัดเสร็จมันจะต้องเสนอไปที่กระทรวง ขั้นตอนตรงนี้ก็เป็นปีแล้ว จากกระทรวงไปผ่าน ครม. ผ่าน ครม. เลยไม่ได้ ต้องย้อนไปที่ 2 บอร์ด เลือกเอา สคทช. หรือคณะกรรมการป่าไม้แห่งชาติต้องให้บอร์ดใหญ่พวกนี้เห็นชอบก่อน ถ้าเป็นอุทยานฯ ก็คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แล้วก็เอากลับมาผ่านครม. ก็ยังไม่จบไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกาอีก คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องเรียกมาดูว่า ทำไมอยู่ๆ คุณจะมาแก้แนว มีเหตุพอไหม

ฉบับหนึ่ง ปัจจุบันขนาดมีเหตุผลเพียงพอ มันผิดอย่างนั้นอย่างนี้ อธิบายกันหลายปี แล้วลองคิดดูว่าป่าสงวนแห่งชาติ 1,200 กว่าป่า แล้วที่สำคัญกลไก One Map พื้นที่ทำอะไรมาไม่รู้ อยู่ๆ เป็นรองอธิบดี อธิบดีจะกล้าเซ็นไหม อันนี้เป็นสิ่งที่วิตก แต่จะบอกข้อสุดท้ายว่า มันซ้อนทับกันได้ ถ้าดูเจตนารมณ์แล้ว เรื่องสามัญสำนึกเท่านั้นแหละ ก็แค่นั้นเอง ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ไสลด์ของท่านวิทยากร

ถอดความโดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เรียบเรียงโดย Bangkok Tribune