จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่และภาคใต้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีเหตุการณ์สึนามิวันที่ 26 ธันวาคม ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทและอดีตประธานเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ เสนอการปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติในห้วงเวลาที่การเลือกตั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
เหตุการณ์น้ำท่วมหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะพื้นที่วิกฤตอย่าง อ.หาดใหญ่ ที่มีประชาชนหลายแสนคนติดอยู่กลางเมืองที่มีระดับน้ำท่วมสูงนานเกือบสัปดาห์ น้ำไหลแรง เชี่ยว ขาดอาหาร และระบบการติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ภาครัฐให้การเตือนภัยไม่ทันต่อสถานการณ์ ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และให้ข้อมูลผิดพลาดกับประชาชนอย่างร้ายแรงจนมีความเสียหายเพิ่มขึ้นมาก
ข้อมูลที่ผิดพลาดยังทำให้ไม่มีศูนย์ประสานงานส่วนหน้า การสถาปนาระบบและศูนย์สั่งการในการให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ไม่มีระบบสั่งการ การช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะเปะสะปะจนลุกลามกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ประสบภัย
ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาครัฐล้มเหลวตั้งแต่การเตรียมการ “ป้องกันภัย” และเมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถ “บรรเทา” ความเดือดร้อนได้เลย ผู้ประสบภัยทำได้เพียงการรอรับเงินชดเชยเยียวยาเท่านั้น
“รัฐบาลชุดต่อไป ต้องถือว่า ภัยพิบัติ เป็นวาระที่สำคัญของชาติ พรรคการเมืองที่หวังจะเข้ามาเป็นรัฐบาล จะต้องนำเสนอนโยบายการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำท่วม” ซึ่งเราเห็นกันแล้ว ลักษณะของฝนที่ตกในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะฝนตกแช่ มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงกว่าเดิมมาก ถ้ารัฐยังคงหวังพึ่งกลไกของราชการที่เทอะทะ และยังคงใช้กฎหมายเดิมที่ล้าสมัย ประชาชนก็คงจะต้องแบกรับการสูญเสียต่อไป” ไมตรี จงไกรจักร์ ซึ่งทำงานต่อสู้กับภัยพิบัติต่าง ๆด้วยการขยายแนวคิด “ชุมชนจัดการภัยพิบัติ” มาต่อเนื่องเกือบ 20 ปี กล่าว พร้อมแสดงความคาดหวังว่า “พรรคการเมือง” ที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า จะให้ความสำคัญกับนโยบายการจัดการภัยพิบัติ

เขายังเสนอแนวทางการปฏิรูปกฎหมายและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจการจัดการภัยพิบัติ เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปใช้จัดทำเป็นนโยบาย โดยนำเสนอ 4 โจทย์สำคัญคือ
1. ปรับปรุง พรบ.น้ำ–พรบ.ปภ. ให้เน้น “ป้องกัน” มากกว่า “บรรเทา” ไมตรีกล่าวว่า การจัดการภัยพิบัติ ต้องมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบ ลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ลำดับความสำคัญแรก คือ ต้องออกแบบกฎหมายให้เอื้อต่อการ “เตรียมการป้องกันภัย” ซึ่งในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยอาศัยกฎหมายอยู่ 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ต้องทำให้เป็นกฎหมายที่สามารถใช้เพื่อบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย โดยจะต้องมีแผนการจัดการ มีระบบ และเมื่อคาดว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้น ก็ต้องทำให้กฎหมายจัดการน้ำสามารถใช้เพื่อประกาศสำหรับการเตรียมการป้องกันในส่วนของการจัดการน้ำได้เลย
ส่วนกฎหมายอีกฉบับคือ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็ควรให้ใช้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการเตรียมการป้องกันได้เต็มที่ ตั้งแต่การเตรียมเรือ เตรียมจัดตั้งศูนย์พักพิงรอไว้ เตรียมโรงครัว เตรียมหาช่องทางการสื่อสารไว้ให้พร้อม
ข้อเสนอแรกของอดีตผู้ประสบภัยสึนามิรายนี้คือ การปรับปรุงกฎหมาย พรบ.น้ำ ให้มีไว้เพื่อใช้ในขั้นตอนการป้องกันภัยจาก “น้ำท่วม” ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพราะเป็นภัยที่เกิดบ่อย เสียหายเป็นวงกว้าง และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ส่วน พรบ.ปภ. ก็ต้องปรับปรุงให้เน้นไปที่การป้องกันภัยเช่นกัน เพราะในปัจจุบันแทบจะไม่มีกฎหมายฉบับไหนให้อำนาจหน่วยงานเพื่อทำการป้องกันภัย แม้แต่กฎหมาย ปภ. ก็มักจะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว หรือแม้แต่งบป้องกันภัยจังหวัดละ 10 ล้านบาทที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจใช้ได้ก่อน ก็แทบไม่เคยถูกนำมาใช้เลย หลังจากมีบางจังหวัดใช้ไปแล้วแต่ไม่เกิดภัยจนถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบและกล่าวหาว่าทุจริต
ดังนั้น นอกจากการเสนอแก้กฎหมายน้ำ และกฎหมาย ปภ.ให้เน้นไปที่ “การป้องกันภัย” มากว่าการบรรเทาภัยแล้ว ไมตรียังนำเสนอให้รัฐต้องกระจายงบประมาณลงไปยังชุมชนเสี่ยงภัย เพื่อให้ชุมชนมีความรู้และมีสิทธิตัดสินใจออกแบบการจัดการภัยพิบัติให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของชุมชนได้ด้วยตัวเอง
2. กระจายงบประมาณ ทรัพยากร องค์ความรู้ ให้ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิเตรียมการป้องกันภัยพิบัติด้วยตัวเอง “เราเห็นกันแล้วว่า การจัดการภัยพิบัติที่บริหารโดยหน่วยงานรัฐเท่านั้นมันไม่มีประสิทธิภาพ เราก็ต้องทำให้อำนาจการจัดการภัยพิบัติกระจายลงไปที่ท้องถิ่นได้ด้วย” ไมตรีระบุ
ไมตรีกล่าวต่อไปว่า ดังนั้น คำว่า “ป้องกันภัย” ตาม พรบ.ปภ. ก็ควรเริ่มใช้กฎหมายได้เลยแม้ในเวลาที่ยังไม่มีภัย ด้วยการเน้นการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณลงไปที่ชุมชนท้องถิ่นให้มีความสามารถเตรียมพร้อมรับมือภัยด้วยตัวเองได้ ตั้งแต่การฝึกอบรมให้ชุมชนเสี่ยงภัย เตรียมคนในชุมชนให้มีศักยภาพช่วยเหลือกันเองอย่างถูกต้อง เตรียมข้อมูลประชากรกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เตรียมสถานที่หลบภัย เตรียมเครื่องมือช่วยเหลือ และเครื่องมือสื่อสาร
“เมื่อชุมชนช่วยเหลือดูแลดูแลกันเองตั้งแต่ก่อนเกิดภัยได้ ก็จะลดความสูญเสียและการร้องขอความช่วยเหลือไปได้มาก” ไมตรีกล่าว
ไมตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า แต่ในระหว่างที่ยังใช้ พรบ.ปภ.แบบเดิม งบประมาณส่วนที่จะใช้เพื่อการเตรียมพร้อมให้ชุมชนเสี่ยงภัยนี้ ภาคประชาชนได้เสนอให้จัดตั้งเป็น “กองทุนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” และผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ภาคประชาชนก็หวังให้ต้องไปเขียนไว้กฎหมาย
ไมตรีอธิบายหลักการของกองทุนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติว่า จะเป็นงบประมาณที่กำหนดให้ท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับ อบต.หรือเทศบาล ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นงบจัดการภัยพิบัติ และให้กระทรวงมหาดไทยสมทบเพิ่มลงไปเท่ากับงบที่ท้องถิ่นตั้งขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่การนำไปทำเขื่อนหรือคันกั้นน้ำ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านทักษะ องค์ความรู้ จัดหาพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงในชุมชน เช่น อบต. A ตั้งงบส่วนนี้ไว้ 5 แสนบาท ก็จะได้รับงบสมทบจากกระทรวงมหาดไทยเพิ่มอีก 5 แสนบาท
“ถ้าเราเริ่มทำแบบนี้ได้ ในที่สุดท้องถิ่นจัดการภัยพิบัติได้เองเลย ถ้ากฎหมายเอื้อให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการ ท้องถิ่นจะเป็นคนที่สามารถประกาศพื้นที่ภัยพิบัติได้เป็นคนแรก และกลไกการใช้งบประมาณเพื่อเตรียมการป้องกันจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิมมาก
“ถ้ากังวลว่าท้องถิ่นจะประกาศภัยพิบัติพร่ำเพรื่อเพราะหวังนำงบประมาณไปใช้ในทางมิชอบ ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ของการเกิดภัยที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์นี้ ให้สามารถ checklist ได้ และหากใช้หลักการนี้ การประกาศภัยเกิดขึ้นก่อนโดยจังหวัด ก็ต้องหมุนงบลงมาให้ท้องถิ่นได้ ซึ่งในเวลานี้ทำไม่ได้ เพราะระเบียบไม่เอื้อ” ไมตรีกล่าว





l เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่และภาคใต้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา Credit: PR Songkhla
3. ชวนคิด ผู้ว่าฯ–นายก อบจ. ใครควรเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ภัยพิบัติ “จากบทเรียนที่สงขลา เราจะเห็นว่า ท่านผู้ว่าฯเพิ่งย้ายมาประจำการแค่ 10 กว่าวัน แล้วก็มาเกิดภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ถ้าต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ก็เป็นผู้บัญชาการที่ยังไม่รู้จักพื้นที่เลย และอาจจะยากที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ นี่เป็นช่องโหว่ที่เรามองเห็น และอาจะเป็นสาเหตุที่เราไม่เห็นบทบาทการตั้งศูนย์สั่งการที่มีประสิทธิภาพจากเหตุการณ์นี้” ไมตรีตั้งข้อสังเกต
ถัดมาจากขั้นตอนการเตรียมความพร้อมรับมือและการเตรียมการป้องกันภัย อดีตผู้ประสบภัยสึนามิรายนี้ยังมองว่า การที่กฎหมายระบุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เมื่อเกิดภัยแล้ว ก็อาจเป็นอีกประเด็นที่ต้องแก้ไข เพราะถ้ามองตามความจริงแล้ว จะพบว่า คนที่รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด และควรมีอำนาจสั่งการก็คือ นายก อบจ.
“เราอาจจะยังคงให้อำนาจผู้ว่าฯ เป็นผู้ประกาศก็ได้ภัยพิบัติได้ แต่เมื่อประกาศแล้ว คนที่ควรจะมีอำนาจเต็มในการสั่งการในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัด ควรจะเป็นนายก อบจ. และกฎหมายก็ต้องให้อำนาจผู้บัญชาการเหตุการณ์ให้สามารถสั่งงานหน่วยราชการในพื้นที่ได้ด้วย
“เราต้องไม่ลืมว่า ภัยพิบัติมันมาได้แบบไม่เลือกเวลา เราไม่มีทางรู้ว่าวันที่เกิดภัยขึ้น ผู้ว่าฯ ย้ายมาทำงานได้แล้วกี่วัน รู้จักพื้นที่ดีหรือยัง และจะโยกย้ายกันอีกเมื่อไหร่ อย่างพื้นที่ภาคใต้ มักจะมีฝนตกหนักในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูกาลโยกย้ายพอดีและมันก็มีปัญหาตลอด เราควรยอมรับความจริงว่า ควรให้ นายก อบจ. มาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์มากกว่า” ไมตรีกล่าว
4. แยกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ ออกจากระบบราชการที่เทอะทะ มาขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี “เรื่องภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่มูลค่าสูงมาก …ถ้าจัดการภัยพิบัติไม่ดี ก็จะทำให้เกิดปัญหาหนี้สินของประชาชนที่เป็นผู้ประสบภัย สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงในระยะยาว ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศด้วยซ้ำ
“ดังนั้น ถ้าจะเสนอให้สุดทางกันไปเลย ก็ขอเสนอว่า หน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ ต้องถูกแยกออกมาจากระบบราชการที่เทอะทะ มาตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ที่ Smart และรวดเร็ว โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติ รวมทั้งหน่วยงานที่ทำงานด้านข้อมูลน้ำและอากาศต่างๆ” ไมตรีเสนอความเห็น
ไมตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าพูดถึงคำว่า “ทันท่วงที” อาจตั้งโจทย์ใหม่ได้ว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ทำอย่างไรให้เรือของ ปภ. ลงไปวิ่งบนผิวน้ำได้เร็วกว่าเรือของอาสาสมัครภาคเอกชน ไมตรียกตัวอย่างเพื่อตั้งโจทย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอต่อไปของเขา ที่อาจรวมไปถึงการรวมเอาพลังของอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพได้มากขึ้นด้วย เพราะเขามองว่า สาเหตุของความล่าช้าก็คือ การใช้ระบบสายงานบังคับบัญชาเหมือนระบบราชการทั่วไป ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการนำมาใช้ทำงานที่ต้องการความเร็วอย่างภัยพิบัติ
“ผมคิดว่ามีหลายคนเสนอให้ตั้งเป็นกระทรวงภัยพิบัติพิบัติด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นนั้นก็ได้ เราอยากลองเสนอให้ย้ายกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาเป็นองค์กรที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี คล้ายๆ สทนช. แล้วก็รับผิดชอบโดยสามารถดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติเข้ามาช่วยงานได้เลย อาจจะมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับดูแลโดยตรงก็ได้”
ไมตรียื่นข้อเสนอนี้ต่อพรรคการเมืองที่กำลังแข่งขันกันสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพราะเห็นว่า การจัดการภัยพิบัติเป็นงานที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบสูง การประกาศเตือนภัยหรือประกาศอพยพแต่ละครั้ง หรือการประเมินที่ผิดพลาดจนเกิดความเสียหายแต่ละครั้ง ล้วนมีผลกระทบที่รัฐต้องจ่ายในราคาแพงทั้งสิ้น
ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องภัยพิบัติ ควรมีอิสระพอสมควร และต้องกำกับดูแลโดยผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริง, ไมตรีระบุ
