FB LIVE RECORDING: SPECIAL FORUM: “จากทับลานถึงเขาใหญ่”, ผืนป่าที่ถูกเฉือน?

สิทธิและที่ดินทับซ้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศเป็นปัญหาที่คาราคาซังต่อเนื่องมาอย่างยาวนานของประเทศไทย แม้จะมีแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นเป็นที่ยุติได้จนถึงปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 39 เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2524 โดยมีเนื้อที่ประมาณ 1,400,000 ไร่ เป็นอุทยานฯ ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ  และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติกลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ในปี 2548 แต่พื้นที่อุทยานฯ บางส่วนได้ทับซ้อนที่ดินของประชาชนและบางหน่วยงานราชการ จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งเรื่องสิทธิและที่ดินในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยพยามยามแก้ไขปัญหาดังกล่าว และในช่วงต้นทศวรรษ 2540 คณะรัฐมนตรีได้มีมติในวันที่ 22 เมษายน 2540 ให้ใช้แนวทางปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งที่ทับลาน และเป็นที่มาของการรังวัดเตรียมการ “แนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ปี 2543”

หากแต่ในเวลาหนึ่งปีต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกแนวทางดังกล่าวและให้ใช้แนวทางการพิสูจน์สิทธิในที่ดินแทน ผ่านมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งได้รับการดำเนินการผ่านนโยบายที่สำคัญๆ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ มารองรับในเวลาต่อมา รวมทั้งนโยบายที่ดินแห่งชาติของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ก่อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะรับเรื่องร้องเรียนจากราษฏร และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงแนวเขตอุทยานฯ กลับมาใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานอีกครั้งในปี 2561 เป็นต้นมา

รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้ตัดสินใจเชิงนโยบายผ่านการออกมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 รับข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน และมีมติเห็นชอบอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ผ่านการนำเสนอของ คทช. เรื่องผลการดำเนินการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One map) ที่ให้ดำเนินการใช้เส้นปรับปรุงการสำรวจแนวเขตปี พ.ศ. 2543 พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดปราจีนบุรี 

การปรับแนวเขตดังกล่าว จะส่งผลให้มีการกันพื้นที่ป่าที่มีปัญหาทับซ้อนออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานมากถึง 265,286.58 ไร่ โดยมีการมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รับไปดำเนินการต่อไป ซึ่งการแก้ปัญหาแนวทางนี้ไม่สอดคล้องกับนโยบายและการดำเนินงานที่ผ่านมา และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนจากการซื้อขายเปลี่ยนมือของที่ดินไปแล้ว และจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่มีปัญหาการทับซ้อนในลักษณะเดียวกันนี้ทั่วประเทศ

ในการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ได้มีการบรรจุมติ ครม. 14 มีนาคม 2566 ว่าด้วยการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามเส้นที่รังวัดในปี 2543 เป็นวาระเรื่องเพื่อทราบ ซึ่งถือเป็นการข้ามขั้นตอน “การให้ข้อเสนอแนะอย่างละเอียดรอบคอบ” ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 

เรื่องการแบ่งแนวเขตในพื้นที่ทับซ้อน กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ถูกพูดกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง จากเกิดกรณี ‘พิพาทการทับซ้อนที่ดินของพื้นที่ ส.ป.ก ระหว่างพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ตามนโยบายรัฐในเขตพื้นที่บ้านเหวปลากั้ง ต.หมูสี อ.ปากช่อง ซึ่งอยู่ในแนวเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ 

ที่ดิน ส.ป.ก. เคยถูกปลดล็อกการใช้ที่ดินเพิ่มเติมจากวัตถุประสงค์เดิมมาแล้วหลายครั้งในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 31/2560 โดยให้กิจการด้านพลังงาน 3 ประเภท ได้แก่ กิจการเหมืองแร่ การผลิตปิโตรเลียม และการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม สามารถเข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินได้

หลังจากนั้น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขณะนั้นได้ลงนามประกาศอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพิ่มเติม ในวันที่ 28 ตุลาคม 2563 และมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งกิจการที่ปรากฎในบัญชีแนบท้ายประกาศนั้นครอบคลุมกิจการต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยวัตถุประสงค์เพิ่มเติมไปจากเดิมจนกระทั่งนำมาแปลงเป็น “โฉนดเพื่อการเกษตร” ในที่สุดmujให้เปลี่ยนมือได้และจำหน่ายจ่ายโอนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด 

การตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งใหม่ และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อผลักดันข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงแนวเขตและกันพื้นที่ป่าออกจากป่าอนุรักษ์ เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิและที่ดินทับซ้อนในอุทยานแห่งชาติทับลาน และการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ นำมาสู่การตั้งคำถามมากมายจากองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน และสาธารณะ ถึงความย้อนแย้งทางนโยบายและการปฏิบัติตามกฎหมายของฝ่ายนโยบายและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าของประเทศครั้งใหญ่ และความเหลื่อมล้ำในการดำเนินการที่จะซ้ำเติมความขัดแย้งในหมู่ประชาชนและกับรัฐเอง

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรพันธมิตร จึงร่วมกันจัดเวทีเสวนา “จากทับลานถึงเขาใหญ่”,  ผืนป่าที่ถูกเฉือน? เพื่อเป็นสื่อกลางเสนอเรื่องราวปัญหาการทับซ้อนของที่ดินรัฐและประชาชนและสร้างการรับรู้ของสังคม พร้อมสำรวจความเห็นเชิงการสร้างกระบวนการแก้ไขร่วม โดยเฉพาะการหานัยยะหรือวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หาก ‘ทับลานและเขาใหญ’’ ต้องสูญเสียพื้นที่อนุรักษ์ อันจะส่งผลโดยตรงกับ ‘ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ระบบนิเวศสำคัญของชาติที่มีสถานะเป็น ‘ผืนป่ามรดกโลก’  เพื่อนำไปสู่หาทางออกร่วมกัน ระหว่างผู้แทนฝ่ายนโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแบ่งแนวเขต และจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนกันของที่ดินรัฐในภาพรวมของประเทศ รวมถึงความเหมาะสมของการวางนโยบายและแนวทางจัดการบนพื้นที่ที่มีสภาพปัญหาซับซ้อนหลายรูปแบบ

วิทยากร

  • คุณธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (แทน เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.))
  • หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หน.ผต.กส.) ชีวะภาพ ชีวะธรรม 
  • ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร
  • รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย
  • รศ.ดร.นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์
  • คุณภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ชมเทปย้อนหลังได้ที่นี่ @FB LIVE RECORDING: SPECIAL FORUM: “จากทับลานถึงเขาใหญ่”, ผืนป่าที่ถูกเฉือน?