วานนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้เสนอ และจะแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิฯ ทราบต่อไป
ทั้งนี้ ครม. ได้รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. กลางปีที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม 2568) และมอบหมายให้ ทส. เป็นหน่วยงานหลักไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้ ทส. สรุปผลฯ เพื่อนำเสนอ ครม.
ข้อเสนอแนะของ กสม. และการพิจารณาของหน่วยงาน มีดังนี้
มาตรการภายในประเทศ
1. ให้กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มความถี่ของการเก็บ ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง เปิดเผยผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและข้อมูลความเสี่ยงต่อสุขภาพแก่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบการเตือนภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
–กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ค่าความขุ่น ค่าโลหะหนัก เดือนละ 2 ครั้ง และเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์ค่าโลหะหนัก เดือนละ 1 ครั้ง อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนและให้บริการตรวจวัดสารหนู ด้วยชุด test kit
2. ให้ สธ. (โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสานักงานสาธารณสุขจังหวัด) ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคที่อาจเกิดจากโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนู) ให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้ง จัดทำฐานข้อมูลสุขภาพเพื่อติดตามผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
–สธ. มีการดำเนินการ ดังนี้
1) กรมควบคุมโรค ได้กำหนดแผนการตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยงในระยะ 5 ปี ประกอบด้วย
1.1) แผนการตรวจสุขภาพประชาชน
1.1.1) พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก โดยโรงพยาบาลหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่รายงานกลุ่มอาการสาคัญที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก
1.1.2) พัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง โดยสานักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทำแผนที่ชุมชน (Community Profile) เพื่อหากลุ่มเสี่ยงของประชาชนผู้ประกอบอาชีพที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในรัศมี 1 กิโลเมตร และมีการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินเกิน 2 ครั้งขึ้นไป
1.1.3) คัดกรองความเสี่ยง 2,056 คนในจังหวัดเชียงราย และ 281 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ และแบ่งเป็น 3 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ (ต่ำ ปานกลาง และสูง) และตรวจปัสสาวะจากประชากรกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูง (จังหวัดเชียงราย 305 คน จังหวัดเชียงใหม่ 43 คน)
1.1.4) ลงพื้นที่สื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ความรู้และลดความตื่นตระหนก
1.2) แนวทางการดำเนินงานต่อไป กรมควบคุมโรคได้ดำเนินการจัดทำแผนการเฝ้าระวังสุขภาพสารหนู 5 ปี
2) กรมอนามัยดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ตามประกาศกรมอนามัย พ.ศ.2563 ดังนี้
2.1) แม่น้ำกก (ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่) เก็บตัวอย่างจำนวน 92 ตัวอย่าง พบสารหนูและตะกั่วอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด
2.2) แม่น้ำกก (จังหวัดเชียงราย) เก็บตัวอย่างจำนวน 71 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่มี 4 หมู่บ้าน ที่พบตะกั่วเกินมาตรฐาน
2.3) แม่น้ำสาย/รวก (เชียงราย) เก็บตัวอย่างจำนวน17 ตัวอย่าง พบว่า สารหนูและตะกั่วมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด
2.4) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำการดูแล สุขภาพและใช้น้ำอย่างปลอดภัย และมีการแจ้งผลการตรวจให้พื้นที่ทราบ รวมถึงให้คำแนะนำแนวทางการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เจ้าของระบบ ผ่านการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานของจังหวัด
3. ให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) อปท. และ มท. เร่งจัดหาน้ำดื่มสะอาดสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยและวางแผนระยะยาวในการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย พร้อมทั้งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุม
–กปภ. มีการดำเนินการ ดังนี้
1) กปภ. จังหวัดเชียงราย มีแผนการเฝ้าระวังโดยตรวจวัดคุณภาพน้ำดิบและคุณภาพน้ำประปาเดือนละ 2 ครั้ง
2) การบรรเทาผลกระทบของประชาชนในพื้นที่ โดยการแจกจ่ายน้ำอุปโภค – บริโภค
3) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติมีการพัฒนาตัวกรองกำจัดสารหนูในระบบประปาหมู่บ้าน
4. ให้ กษ. กก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้าแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับตัวและฟื้นฟูอาชีพแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
–กษ. มีการดำเนินการ ดังนี้
1. กรมชลประทานมีการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกในพื้นที่โครงการชลประทานจังหวัดเชียงราย
2. กรมการข้าวติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินในแปลงเกษตร ซึ่งยังไม่มีการตรวจพบโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งให้คำแนะนาชาวบ้านในการปรับวิธีการปลูกข้าวเป็นแบบเปียกสลับแห้ง
3. กรมประมงกำหนดแผนการตรวจสอบสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน โดยตรวจวัดโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ภายใต้โครงการติดตามเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ตั้งแต่พฤษภาคม – กันยายน 2568 สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ จำนวน 22 จุด เดือนละ 2 ครั้ง ผลการตรวจสอบสัตว์น้ำ – สัตว์หน้าดินเปรียบเทียบกับมาตรฐานอาหารสารปนเปื้อนตามประกาศ สธ. (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน พบไม่เกินค่ามาตรฐาน
4. กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่พฤษภาคม – สิงหาคม 2568 พืชที่เก็บเป็นพืชผัก พืชไร่ ที่มีผลผลิตในขณะนั้น และเป็นพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีการตรวจโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ซึ่งผลการตรวจสอบพบไม่เกินค่ามาตรฐาน อาหารที่มีสารปนเปื้อนตามประกาศ สธ. (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 ฯ
5. สนับสนุนงบประมาณสำหรับการขจัดสารพิษและฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู่ป่าต้นน้า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพืชพรรณริมตลิ่งเพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
–กรมควบคุมมลพิษมีการเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลางประจาปี 2568 จาก สงป. รวมถึงตั้งงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 – 2570 สาหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะ
6. ให้คณะกรรมการกลุ่มน้ำโขงเหนือเป็นหน่วยประสานงานหลักและเสนอให้ กนช. แต่งตั้งหรือปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ ในสัดส่วนที่เหมาะสมและสมดุล โดยให้คณะอนุกรรมการข้างต้น จัดทำแผนปฏิบัติการของจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ระดับชุมชน ลุ่มน้ำ จนถึงระดับชาติตามหลักธรรมาภิบาลน้ำ (Water Governance) และดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
–คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ มีคำสั่งที่ 1/2568 วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำข้ามพรมแดนลุ่มน้ำโขงเหนือเพื่อบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานคณะทำงานฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายเป็นรองประธานคณะทางานฯ
แบ่งกรอบการดำเนินงาน จำนวน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านวิชาการและข้อมูล 2) ด้านการมีส่วนร่วมและการสื่อสาร 3) ด้านกฎหมายและแผนบูรณาการ 4) สนับสนุนข้อมูลการประสานงานระหว่างประเทศ และคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำข้ามพรมแดน จานวน 14 โครงการ วงเงินงบประมาณ 188.36 ล้านบาท เพื่อเสนอให้ สทนช. และ กนช. พิจารณาขับเคลื่อนการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

มาตรการระหว่างประเทศ
1. ให้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กห. ทส. และ สทนช. เร่งดาเนินการเจรจากับประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษโดยเร็วที่สุด โดยใช้กลไกความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคที่มีอยู่ รวมทั้งผลักดันให้รัฐเจ้าของสัญชาติของบริษัทแม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs)
2. ให้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทส. ผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผล รวมถึงให้ประเทศในภูมิภาคพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการจัดการ ป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
–กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการดำเนินการ ดังนี้
1) กต. กรมควบคุมมลพิษและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้มีการประชุมหารือทางเทคนิคร่วมกับเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก ณ กรุงเนปยีดอ เมียนมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม2568 โดยมี. Mr. Khin Maung Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ Mr. Ha Maung Thein ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนฝ่ายเมียนมา
ผลการหารือพบว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน และมีการหารือการดำเนินงานร่วมกันในอนาคตเพื่อสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ การแบ่งปัน ข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ และการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
2) วันที่ 20 สิงหาคม 2568 รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในขณะนั้นในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมหารือระดับรัฐต่อรัฐ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (ธีรรัตน์ สาเร็จวาณิชย์) ในขณะนั้น และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สทนช. กรมควบคุมมลพิษ กรมเอเชียตะวันออก กรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร่ และกรมอนามัยได้ประชุมหารือเรื่องปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ร่วมกับเมียนมา โดยมี H.E. Mr. Khin Maung Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมาเป็นผู้แทนเมียนมา
โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังเมียนมาในการจัดคณะสำรวจร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา โดยได้เสนอความร่วมมือทางวิชาการอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยสาหรับประชาชนริมฝั่งแม่น้ำแก่ฝ่ายเมียนมาและด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการประกอบกิจการเหมืองแร่อย่างยั่งยืน
ซึ่งฝ่ายเมียนมาตอบรับในหลักการและเห็นควรต้องหารือรายละเอียดและขอบเขตการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าพื้นที่บางส่วนยังมีข้อจากัดด้านความมั่นคง ขอให้ฝ่ายไทยเข้าใจความละเอียดอ่อนด้วย
Source: มติ ครม.
Indie • in-depth online news agency
to “bridge the gap” and “connect the dots” with critical and constructive minds on development and environmental policies in Thailand and the Mekong region; to deliver meaningful messages and create the big picture critical to public understanding and decision-making, thus truly being the public’s critical voice

