Bangkok Flooding 2026

ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้คาดการณ์สภาพอากาศช่วงระหว่างวันที่ 22-26 กันยายนล่วงหน้านานนับอาทิตย์ โดยระบุว่า ได้พบร่องมรสุมที่ยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ซึ่งจะทำให้ฝนตกหนักมากในพื้นที่ และมีความเสี่ยงน้ำไหลหลากและน้ำท่วมชุมชน พร้อมทั้งแนะนำให้ชุมชนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดตามวันต่างๆ

โดยทางศูนย์ฯ ได้ระบุพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างทุกจังหวัด รวม กทม. และปริมณฑล และภาคตะวันออกทุกจังหวัด, ภาคตะวันออกฉียงเหนือตอนล่าง ในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์, และภาคใต้ฝั่งตะวันออกทุกจังหวัด

และในวันนี้ ศูนย์ฯ ได้ระบุถึงปริมาณฝนตกสะสม 2 วันที่ผ่านมาที่มากกว่า 300 มม. ในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งระบุถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า หลายหน่วยงานขาดการประเมินความเสี่ยง และความรุนแรงของสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่ประชาชนประสบภัยเป็นวงกว้างดังกล่าว

ในกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ตัดสินใจประกาศเขตอุทกภัยครอบคลุมทั่ว กทม. 50 เขตเป็นครั้งแรก เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในกรุงเทพฯ​

ดร. ชัชชาติกล่าวในการแถลงข่าวและการรายงานสถานการณ์ต่อนายกฯ ว่ากรุงเทพมหานครมีฝนตกสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 24 ก.ย. คิดเป็นปริมาณน้ำฝนประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้คลองสายหลักหลายแห่ง อาทิ คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองทวีวัฒนา มีปริมาณน้ำเต็มและบางจุดเอ่อล้น กระทบพื้นที่โดยรอบและเส้นทางคมนาคม

มีถนนสายหลักได้รับผลกระทบประมาณ 13 เส้นทาง ประชาชนอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงแล้วประมาณ 4,200 คน โดย กทม. จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว 233 แห่ง รองรับได้ประมาณ 15,000 คน พร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงเกือบ 40 รายไปยังโรงพยาบาล

จากการสำรวจเบื้องต้นทั้ง 50 เขต พบครัวเรือนได้รับผลกระทบประมาณ 52,000 ครัวเรือน

ดร.ชัชชาติ กล่าวว่า ฝนที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะฝนตกแช่และตกต่อเนื่องครอบคลุมหลายพื้นที่ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรุงเทพมหานคร แต่ยังมีพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทราได้รับผลกระทบด้วย

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครได้ประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพบว่าหย่อมความกดอากาศต่ำที่เป็นปัจจัยดึงมวลฝนเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศเหนือและด้านตะวันตก ส่งผลให้แรงกดดันจากฝนต่อกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลง โดยคาดว่าปริมาณฝนจะเริ่มเบาบางลงในช่วงบ่ายและเย็น หากไม่มีฝนระลอกใหม่เข้ามาเติม สถานการณ์จะทยอยคลี่คลาย

ทางกรุงเทพมหานครได้เร่งสูบน้ำเต็มกำลัง ซึ่งสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม. ต่อวินาที และคาดว่าจะระบายน้ำที่ค้างในระบบ 2–3 วัน หากฝนหยุดตก แต่อาจมีน้ำจากพื้นที่โดยรอบไหลเข้ามาเติมระบบอีกระยะหนึ่ง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

กรุงเทพมหานครยังได้ประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยพยายามควบคุมปริมาณน้ำจากคลองรังสิตไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยตรง และเร่งบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพื่อจำกัดผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครให้มากที่สุด, ดร.ชัชชาติกล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักในวันที่ 26 ก.ย. แต่จะมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้ หากฝนลดลงและไม่มีฝนตกเพิ่มเติม สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ คาดว่าจะทยอยคลี่คลายตามลำดับ

Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune
Photo: Bangkok Tribune