ปลาเอินหรือปลายี่สกไทย (Probarbus jullieni) น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ถูกจับได้จากน้ำโขงใกล้เมืองปากเซ และขายไปในราคาประมาณ 2-2.5 ล้านกีบ (93-115 ดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าชาวประมงยังคงสามารถจับปลาใหญ่น้ำหนักขนาดนี้ได้ แต่จำนวนของพวกมันก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประมงน้ำจืดอันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนและค้ำชูความมั่นคงทางอาหารของผู้คนในภูมิภาค ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

PHOTO ESSAY: เขื่อนพูงอย กับความกลัวที่หวนคืน

ข่าวการสร้าง “เขื่อนพูงอย” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กำลังสร้างแรงกระเพื่อมแห่งความหวาดกังวลไปทั่วชุมชนต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำมูลและน้ำโขงในจังหวัดอุบลราชธานี ไปจนถึงแขวงจำปาสักในลาวใต้ ที่ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำล่าสุดบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง …ความหวาดกังวลเดิมๆ กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหน

และเป็นสาเหตุให้ แม่สมปอง เวียงจันทร์ ยังไม่สามารถปลดภาระหน้าที่และเกษียณตัวเองได้ในวัยครบ 76 ปี

แม่สมปอง คือชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชนในการเข้าร่วมการประท้วง “เขื่อนปากมูล”ในช่วงทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533 – 2542) เพื่อประท้วงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 136 เมกะวัตต์ใกล้ปากแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

การประท้วงดำเนินไปจนถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เมื่อพวกเขาก่อตั้งหมู่บ้าน “แม่มูนมั่นยืน” ขึ้นบริเวณสันเขื่อน และใช้เป็นที่ชุมนุมและพักอาศัยต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำของเขื่อน เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและชดเชยความสูญเสียจากโอกาสในการทำประมงและการดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างเป็นธรรม

แม่สมปองได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหญ่ครั้งแรกๆ ที่มีต่อโครงการพัฒนาซึ่งไม่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวนี้ต่อมาได้จุดประกายให้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ภายใต้ชื่อ “สมัชชาคนจน”

30 กว่าปีถัดมา ในการประชุมกับผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อปีก่อน เธอพบว่าตัวเองต้องออกมาแสดงความคัดค้านต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อีกครั้ง ….เขื่อนพูงอย

“เราต่อสู้กับเขื่อนปากมูลมาหลายปี แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสมสำหรับโอกาสในการใช้ชีวิตที่เราสูญเสียไปเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในเขตแดนของเราและอยู่ภายใต้กฎหมายของเรา แล้วเขื่อนพูงอยซึ่งตั้งไกลออกไปในลาว ฉันขอถามหน่อยว่า เราจะส่งเสียงเพื่อปกป้องสิ่งที่เราเหลืออยู่ได้อย่างไร” แม่สมปองตั้งคำถาม

เขื่อนพูงอยเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำดับที่เจ็ด ที่เสนอเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการ เนื่องจากต้องรอการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาโครงการและประเทศลาว อีกทั้งกระบวนการสำหรับโครงการที่หก คือ เขื่อนสานะคาม ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในปี พ.ศ. 2565 เขื่อนพูงอย ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยี่ แอนด์ วอเทอร์ เอเชีย จำกัด (CEWA) จะเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ขนาด 728 เมกะวัตต์ มีความสูงประมาณ 98 เมตรทอดข้ามแม่น้ำโขง และเป็นส่วนหนึ่งของชุดเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง (cascade dams) 11 เขื่อน โดยมีระยะทางห่างใต้เขื่อนแห่งแรกคือเขื่อนไซยะบุรีประมาณ 1,360 กิโลเมตร และเหนือเขื่อนที่สองคือเขื่อนดอนสะโฮงประมาณ 130 กิโลเมตร

เขื่อนพูงอย จะตั้งอยู่ห่างจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ไปทางปลายน้ำประมาณ 18 กิโลเมตร และห่างจากปากแม่น้ำมูลซึ่งไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพียงประมาณ 60 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้มากจนก่อให้เกิดความหวาดกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา

จากข้อมูลของเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง (UMFD) ซึ่งแม่สมปองเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ระบุไว้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่มีความกังวลเป็นอย่างมากต่อปรากฏการณ์น้ำเท้อข้ามพรมแดน (Backwater Effect) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนพูงอย 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลทำให้การระบายน้ำในพื้นที่อุบลราชธานีซึ่งประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากให้เลวร้ายลงไปอีก

ข้อมูลของทางเครือข่ายฯ ยังอธิบายอีกว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งรับน้ำปริมาณมหาศาลจากลุ่มน้ำและเขื่อนต่างๆ ในลุ่มน้ำชี-มูล ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว  เขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา ในฤดูฝน มวลน้ำมหาศาลจะถูกระบายลงสู่แม่น้ำมูล แล้วไหลรวมไปกับแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม

หลายปีที่ผ่านมา ประตูระบายน้ำของเขื่อนปากมูลได้ขัดขวางการไหลระบายของน้ำในฤดูน้ำหลาก ปี พ.ศ. 2565 จังหวัดอุบลราชธานีต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรง สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือน เศรษฐกิจ ผลกระทบต่อเนื่องส่งผลให้เด็กเยาวชนต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาเป็นเวลานานกว่าสามเดือน มีการคาดการณ์มูลค่าความเสียหายในครั้งนั้นไว้มากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท

ข้อมูลดังกล่าวยังระบุความกังวลถึงปรากฏการณ์น้ำเท้อจากการสร้างเขื่อนพูงอย ระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการเก็บกักน้ำของเขื่อน จะทำให้สถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดอุบลราชธานีเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากการระบายน้ำจะทำได้ยากขึ้น ยังไม่นับผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะซ้ำเติมชุมชนชาวประมงและวิถีชีวิตตามลำน้ำมูลและน้ำโขงซึ่งเสื่อมโทรมอยู่แล้วอันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนปากมูล

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการไหลของน้ำและตะกอนในแม่น้ำโขงแล้ว เขื่อนพูงอยยังอาจขัดขวางเส้นทางอพยพของปลาและรบกวนระบบนิเวศ จนทำให้ปริมาณปลาและความหลากหลายทางชีวภาพเสียหายในระยะยาว

ห่างลงไปทางใต้ของจุดที่คาดว่าจะเป็นสันเขื่อนประมาณ 130 กิโลเมตร ยังเป็นพื้นที่ของระบบนิเวศลำน้ำโขงที่แตกแขนงไหลเลาะไปตามเกาะแก่งและช่องหินอันสลับซับซ้อน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “สี่พันดอน” หรือที่ถูกขนานนามว่า “อาณาจักรปลาแห่งลุ่มน้ำโขง” เขื่อนพูงอยจะปิดกั้นเส้นทางอพยพขึ้นและลงของปลาอย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อชุมชนประมงทั้งไทยและลาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ผลกระทบข้ามพรมแดน ความกังวล และคำถามของเครือข่ายฯ สอดคล้องไปกับการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผลที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตัวโครงการเอง

ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้ระบุว่าพื้นที่กักน้ำของเขื่อนอาจทอดยาวย้อนขึ้นไปตามลำน้ำได้ถึง 80 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลให้แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาตลอดแนวอ่างน้ำหลังเขื่อน รวมไปถึงแม่น้ำมูลและแก่งตะนะในเขตประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด

ในขณะที่ตัวเขื่อนตั้งระหว่าง “โซนอพยพของปลาแม่น้ำโขงตอนกลาง” และ “โซนอพยพของปลาแม่น้ำโขงตอนล่าง” ซึ่งจะทำให้เขื่อนพูงอยขัดขวางการอพยพของปลาไปมาในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาอย่างมีนัยสำคัญ

“ประเด็นสำคัญคือ โครงการจะส่งก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนขึ้น” รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระบุไว้

ไพรินทร์ เสาะสาย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Rivers and Rights Foundation ซึ่งผลักดันเรื่องสิทธิแม่น้ำและการดำเนินโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ได้กล่าวถึงการผลักดันโครงการเขื่อนพูงอยว่า ในอีกเจ็ดปีข้างหน้าโครงการนี้ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต่อปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย

ในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ เขื่อนต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งรวมถึงเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากลาย เขื่อนปากแบง และเขื่อนเซกอง 4A และ 4B จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 3,395 เมกะวัตต์ ซึ่งมากเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย อีกทั้งพลังงานทางเลือกอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับเขื่อนที่ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอดทั้งปี ไพรินกล่าว

“ชาวบ้านรอบๆ ปากมูลบอกว่า เขื่อนตั้งอยู่ในประเทศของเราเองแท้ๆ รัฐบาลยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลจะเรียกร้องให้ผู้พัฒนาโครงการเขื่อนดูแลผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากโครงการของพวกเขาที่อยู่นอกเขตประเทศไทย” ไพรินตั้งข้อสังเกต

สอดคล้องกับคำถามจากชาวบ้านอย่างแม่สมปอง “แล้วพวกคุณ (รัฐบาล) จะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเรา ถ้าเขาสร้างเขื่อนพูงอย?”

(Read: SPECIAL REPORT SERIES: Mekong in Peril)

ด้วยสายพันธุ์ปลามากกว่า 1,148 ชนิด ลุ่มน้ำโขงจึงถูกระบุให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของปลาสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากลุ่มน้ำอเมซอนและลุ่มน้ำคองโก โดยลุ่มน้ำโขงตอนล่างเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านผ่านปริมาณการจับปลามากกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ปี 2010 (SEA) ระบุว่า โซนอพยพของปลาในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสี่พันดอนและ Khone Falls อันโด่งดัง เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของปลาในแม่น้ำโขงสูงที่สุด โดยมีการบันทึกชนิดปลาไว้ถึง 669 ชนิด การศึกษาดังกล่าวระบุว่า ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัวกันของปลาในแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกคืบของปลาชายฝั่งเข้าไปในแหล่งน้ำจืดไกลถึงทะเลสาบโตนเลสาบหรือไกลออกไปทางต้นน้ำ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
ทุกๆ เช้า ปลาหลากหลายชนิดจะถูกนำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ที่บ้านนากะสัง ตลาดปลาท้องถิ่นซึ่งนับเป็นศูนย์กลางหลักของชาวประมงในพื้นที่สี่พันดอน ในการรวบรวมปลาจำนวนมากเพื่อส่งต่อไปยังเมืองปากเซและเมืองอื่นๆ ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นสำคัญซึ่งช่วยค้ำจุนความมั่นคงของชุมชนในภูมิภาค
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
การซื้อขายปลาที่ตลาดปลาบ้านนากะสัง มีทั้งการซื้อขายกันเองในชุมชน และพ่อค้าคนกลางท้องถิ่น ไปจนถึงผู้รับซื้อจากเมืองอื่นๆ ที่ไกลออกไป
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
โดยปกติในเดือนพฤศจิกายน ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะลดลง เป็นสัญญาณเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูแล้ง แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหาปลาของสี่พันดอน แต่ชาวประมงในพื้นที่สี่พันดอนยังคงได้ปลาตัวใหญ่และมีปริมาณมากพอควรเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ของแม่น้ำโขง
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
เขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนลำดับที่สองบนแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2559 และเริ่มใช้งานในปี พ.ศ. 2562 จากนั้นได้มีการขยายกำลังการผลิต จาก 260 เมกะวัตต์เป็น 325 เมกะวัตต์ในปี พ.ศ. 2567 นับเป็นเขื่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งบนแม่น้ำโขง เนื่องจากตัวเขื่อนได้ปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาในช่องทางน้ำฮูสะโฮง ซึ่งเป็นช่องทางเดียวในฤดูแล้งที่ปลาน้ำโขงจะว่ายผ่านสายน้ำเชี่ยวกรากและแก่งหินของสี่พันดอนไปได้
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
ชาวบ้านต้อนฝูงวัวขึ้นเรือเพื่อข้ามลำน้ำที่เชี่ยวกราก ไปยังเกาะอื่นๆ ในสี่พันดอนเพื่อหาหญ้ากิน จากนั้นก็จะนำลงเรืออีกครั้งเพื่อพากลับมายังฝั่งในตอนเย็น นอกเหนือจากการทำประมงแล้ว ชาวบ้านยังพึ่งพาอาศัยเกาะและสันดอนทรายที่โผล่พ้นน้ำตามฤดูกาลเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ พวกเขาเล่าว่านับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาก็ลดน้อยลงไปเนื่องจากการก่อสร้างขนาดใหญ่และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของแม่น้ำ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 หนู ชาวประมงในเมืองโขง กำลังตระเตรียมอวนตาใหญ่สำหรับจับปลาเอินหรือปลายี่สกไทย หนึ่งในปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำโขงที่จัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เขากล่าวว่าโดยปกติช่วงเดือนพฤศจิกายนทุกๆ ปี น้ำโขงจะลดระดับและเริ่มใสขึ้น เป็นสัญญาณการอพยพของฝูงปลาเอินผ่านมายังเมืองโขง ปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันเขาคนเดียวก็สามารถจับปลาเอินได้น้ำหนักรวมกันหลายร้อยกิโลกรัม แต่ปีนี้ยังไม่มีวี่แววของการอพยพ น้ำยังคงขุ่นข้นและล้นเต็มตลิ่ง
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการระบุไว้ว่า เขื่อนพูงอยมีที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองปากเซในแขวงจำปาสัก ประเทศลาว ไปทางปลายน้ำประมาณ 18 กิโลเมตร จากการลงพื้นที่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ของ Bangkok Tribune แหล่งข่าวได้ระบุพื้นที่ก่อสร้างใหม่ใกล้กับบ้านหม่อพุ (Ban Morphou) จากเดิมเริ่มแรกที่บริเวณพูลาดเสือ (Phou Lat Suea) ย้ายเลื่อนมายังพูงอย (Phou Ngoy) และต่อมาที่พูมะโลง (Phou Malong) ฝั่งตรงข้ามกับบ้านหม่อพุในท้ายที่สุด บ้านหม่อพุนับเป็นหมู่บ้านเก่าแก่และเป็นหนึ่งในเจ็ดหมู่บ้านที่จะถูกย้ายออกเพื่อหลีกทางให้กับการก่อสร้างเขื่อน
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
ชาวบ้านหม่อพุ อาศัยพื้นที่ริมแม่น้ำโขงเพาะปลูกพืชตามฤดูกาล พวกเขาหลายคนเล่าว่า แต่เดิมรู้มาว่าจะมีการก่อสร้างเขื่อนในบริเวณใกล้กับบ้านเวิน ซึ่งอยู่ห่างขึ้นไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรตรงกันข้ามกับพูงอย พวกเขาไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีการย้ายโครงการเขื่อนมายังบ้านหม่อพุของพวกเขาในเวลาต่อมา
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
บ้านหม่อพุนับเป็นหมู่บ้านขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความเป็นมาเก่าก่อน มีโรงเรียนตั้งอยู่ในหมู่บ้านซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้คน
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

พืชพรรณหลากหลายชนิดบนเกาะแก่งสันดอนทรายกลางลำน้ำโขง ปรับตัวให้เข้ากับฤดูกาลและการขึ้นลงของระดับน้ำ บางชนิดสามารถจมอยู่ในน้ำหลากได้นานหลายเดือนเกิดเป็นระบบนิเวศย่อมๆ ที่ผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้พึ่งพาอาศัย การสร้างเขื่อนจะทำให้ระบบนิเวศจำเพาะเหล่านี้จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

เขาพูงอย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “เขื่อนพูงอย” ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านเวิน ซึ่งห่างจากบ้านหม่อพุไปทางต้นน้ำประมาณ 4-5 กิโลเมตร
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
ปากแม่น้ำมูลในอำเภอโขงเจียม ประเทศไทย มุมมองจากจากสันดอนทรายกว้างใหญ่ที่บ้านสิงสัมพันในฝั่งประเทศลาว รายงานหลายๆ ฉบับระบุผลกระทบจากการกักน้ำของเขื่อนพูงอย จะทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเท้อ ดันน้ำให้ไหลย้อนขึ้นไปทางเหนือและเข้าไปในแม่น้ำมูล ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในระบบแม่น้ำมูลมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ยังแนวโน้มส่งผลกระทบลึกเข้าไปจนถึงเขื่อนปากมูลอีกด้วย
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
แม่สมปอง เวียงจันทร์ ชาวบ้านที่กลายมาเป็นผู้นำชุมชน พาชาวบ้านหลายร้อยคนร่วมประท้วงต่อต้านเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากมูลขนาด 136 เมกะวัตต์ในช่วงทศวรรษ 1990 …30 กว่าปีต่อมา เธอยังเป็นตัวแทนส่งเสียงคัดค้านต่อโครงการเขื่อนแม่น้ำโขงอีกแห่งหนึ่ง …เขื่อนพูงอย
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากมูลขนาด 136 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนลำน้ำมูลห่างจากปากแม่น้ำไปประมาณ 5 กิโลเมตร ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเคยก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ข้อถกเถียงสำคัญคือ การเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศของแม่น้ำมูลและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ อีกทั้งองค์ประกอบสำคัญของเขื่อนคือ บันไดปลาโจน หรือทางผ่านปลา ก็ถูกระบุว่าสร้างขึ้นโดยปราศจากการศึกษาอย่างเพียงพอ ส่งผลให้บันไดปลาโจนไม่สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมได้ เขื่อนปากมูลนับเป็นพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ำเท้อ หากมีการสร้างเขื่อนพูงอยทางตอนล่างของแม่น้ำโขง
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
แก่งตะนะ เป็นแก่งใหญ่ในแม่น้ำมูล ที่เหลือรอดจากการระเบิดแก่งหินเพื่อเปิดทางสร้างเขื่อนปากมูลในอดีต ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการคุ้มครอง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการระบุไว้ว่า หากมีการสร้างเขื่อนพูงอย แก่งตะนะอาจจะจมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
วิสุทธิ์ กอดแก้ว ชาวประมงวัย 53 ปี จากบ้านเวินบึก ซึ่งเป็นหมู่บ้านแรกในเขตประเทศไทยที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันหากมีการสร้างเขื่อนพูงอย บอกเล่าความเป็นไปปัจจุบันของหมู่บ้านชายแดนริมโขงแห่งนี้ว่า มากกว่า 50 ครอบครัวในจำนวนประมาณ 140 ครัวเรือนของบ้านเวินบึก ยังต้องพึ่งพาการทำประมงเป็นหลักในการดำรงชีวิต เนื่องจากพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงไม่มีที่ดินให้ทำการเกษตร ส่วนในช่วงนอกฤดูการจับปลากว่า 4 เดือนของแต่ละปี พวกเขาต้องทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อหารายได้เพิ่มเติม
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ที่บ้านเวินบึก เด็กๆ ยังคงสนุกสนานกับการดำผุดดำว่ายในน้ำโขง โดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่า หมู่บ้านของพวกเขาอาจถูกน้ำท่วมและได้รับผลกระทบอื่นๆ จากการสร้างเขื่อนพูงอยที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

This photo essay is part of the SPECIAL REPORT SERIES: Environmental Challenges under the Great Power’s Influences.