ข่าวการสร้าง “เขื่อนพูงอย” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กำลังสร้างแรงกระเพื่อมแห่งความหวาดกังวลไปทั่วชุมชนต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำมูลและน้ำโขงในจังหวัดอุบลราชธานี ไปจนถึงแขวงจำปาสักในลาวใต้ ที่ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำล่าสุดบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง …ความหวาดกังวลเดิมๆ กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหน
และเป็นสาเหตุให้ แม่สมปอง เวียงจันทร์ ยังไม่สามารถปลดภาระหน้าที่และเกษียณตัวเองได้ในวัยครบ 76 ปี
แม่สมปอง คือชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชนในการเข้าร่วมการประท้วง “เขื่อนปากมูล”ในช่วงทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533 – 2542) เพื่อประท้วงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 136 เมกะวัตต์ใกล้ปากแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
การประท้วงดำเนินไปจนถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เมื่อพวกเขาก่อตั้งหมู่บ้าน “แม่มูนมั่นยืน” ขึ้นบริเวณสันเขื่อน และใช้เป็นที่ชุมนุมและพักอาศัยต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำของเขื่อน เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและชดเชยความสูญเสียจากโอกาสในการทำประมงและการดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างเป็นธรรม
แม่สมปองได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหญ่ครั้งแรกๆ ที่มีต่อโครงการพัฒนาซึ่งไม่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวนี้ต่อมาได้จุดประกายให้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ภายใต้ชื่อ “สมัชชาคนจน”
30 กว่าปีถัดมา ในการประชุมกับผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อปีก่อน เธอพบว่าตัวเองต้องออกมาแสดงความคัดค้านต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อีกครั้ง ….เขื่อนพูงอย
“เราต่อสู้กับเขื่อนปากมูลมาหลายปี แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสมสำหรับโอกาสในการใช้ชีวิตที่เราสูญเสียไปเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในเขตแดนของเราและอยู่ภายใต้กฎหมายของเรา แล้วเขื่อนพูงอยซึ่งตั้งไกลออกไปในลาว ฉันขอถามหน่อยว่า เราจะส่งเสียงเพื่อปกป้องสิ่งที่เราเหลืออยู่ได้อย่างไร” แม่สมปองตั้งคำถาม
เขื่อนพูงอยเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำดับที่เจ็ด ที่เสนอเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการ เนื่องจากต้องรอการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาโครงการและประเทศลาว อีกทั้งกระบวนการสำหรับโครงการที่หก คือ เขื่อนสานะคาม ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในปี พ.ศ. 2565 เขื่อนพูงอย ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยี่ แอนด์ วอเทอร์ เอเชีย จำกัด (CEWA) จะเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ขนาด 728 เมกะวัตต์ มีความสูงประมาณ 98 เมตรทอดข้ามแม่น้ำโขง และเป็นส่วนหนึ่งของชุดเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง (cascade dams) 11 เขื่อน โดยมีระยะทางห่างใต้เขื่อนแห่งแรกคือเขื่อนไซยะบุรีประมาณ 1,360 กิโลเมตร และเหนือเขื่อนที่สองคือเขื่อนดอนสะโฮงประมาณ 130 กิโลเมตร
เขื่อนพูงอย จะตั้งอยู่ห่างจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ไปทางปลายน้ำประมาณ 18 กิโลเมตร และห่างจากปากแม่น้ำมูลซึ่งไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพียงประมาณ 60 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้มากจนก่อให้เกิดความหวาดกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา
จากข้อมูลของเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง (UMFD) ซึ่งแม่สมปองเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ระบุไว้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่มีความกังวลเป็นอย่างมากต่อปรากฏการณ์น้ำเท้อข้ามพรมแดน (Backwater Effect) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนพูงอย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลทำให้การระบายน้ำในพื้นที่อุบลราชธานีซึ่งประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากให้เลวร้ายลงไปอีก
ข้อมูลของทางเครือข่ายฯ ยังอธิบายอีกว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งรับน้ำปริมาณมหาศาลจากลุ่มน้ำและเขื่อนต่างๆ ในลุ่มน้ำชี-มูล ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา ในฤดูฝน มวลน้ำมหาศาลจะถูกระบายลงสู่แม่น้ำมูล แล้วไหลรวมไปกับแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม
หลายปีที่ผ่านมา ประตูระบายน้ำของเขื่อนปากมูลได้ขัดขวางการไหลระบายของน้ำในฤดูน้ำหลาก ปี พ.ศ. 2565 จังหวัดอุบลราชธานีต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรง สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือน เศรษฐกิจ ผลกระทบต่อเนื่องส่งผลให้เด็กเยาวชนต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาเป็นเวลานานกว่าสามเดือน มีการคาดการณ์มูลค่าความเสียหายในครั้งนั้นไว้มากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท
ข้อมูลดังกล่าวยังระบุความกังวลถึงปรากฏการณ์น้ำเท้อจากการสร้างเขื่อนพูงอย ระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการเก็บกักน้ำของเขื่อน จะทำให้สถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดอุบลราชธานีเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากการระบายน้ำจะทำได้ยากขึ้น ยังไม่นับผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะซ้ำเติมชุมชนชาวประมงและวิถีชีวิตตามลำน้ำมูลและน้ำโขงซึ่งเสื่อมโทรมอยู่แล้วอันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนปากมูล
นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการไหลของน้ำและตะกอนในแม่น้ำโขงแล้ว เขื่อนพูงอยยังอาจขัดขวางเส้นทางอพยพของปลาและรบกวนระบบนิเวศ จนทำให้ปริมาณปลาและความหลากหลายทางชีวภาพเสียหายในระยะยาว
ห่างลงไปทางใต้ของจุดที่คาดว่าจะเป็นสันเขื่อนประมาณ 130 กิโลเมตร ยังเป็นพื้นที่ของระบบนิเวศลำน้ำโขงที่แตกแขนงไหลเลาะไปตามเกาะแก่งและช่องหินอันสลับซับซ้อน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “สี่พันดอน” หรือที่ถูกขนานนามว่า “อาณาจักรปลาแห่งลุ่มน้ำโขง” เขื่อนพูงอยจะปิดกั้นเส้นทางอพยพขึ้นและลงของปลาอย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อชุมชนประมงทั้งไทยและลาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ผลกระทบข้ามพรมแดน ความกังวล และคำถามของเครือข่ายฯ สอดคล้องไปกับการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผลที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตัวโครงการเอง
ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้ระบุว่าพื้นที่กักน้ำของเขื่อนอาจทอดยาวย้อนขึ้นไปตามลำน้ำได้ถึง 80 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลให้แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาตลอดแนวอ่างน้ำหลังเขื่อน รวมไปถึงแม่น้ำมูลและแก่งตะนะในเขตประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด
ในขณะที่ตัวเขื่อนตั้งระหว่าง “โซนอพยพของปลาแม่น้ำโขงตอนกลาง” และ “โซนอพยพของปลาแม่น้ำโขงตอนล่าง” ซึ่งจะทำให้เขื่อนพูงอยขัดขวางการอพยพของปลาไปมาในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาอย่างมีนัยสำคัญ
“ประเด็นสำคัญคือ โครงการจะส่งก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนขึ้น” รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระบุไว้
ไพรินทร์ เสาะสาย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Rivers and Rights Foundation ซึ่งผลักดันเรื่องสิทธิแม่น้ำและการดำเนินโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ได้กล่าวถึงการผลักดันโครงการเขื่อนพูงอยว่า ในอีกเจ็ดปีข้างหน้าโครงการนี้ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต่อปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย
ในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ เขื่อนต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งรวมถึงเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากลาย เขื่อนปากแบง และเขื่อนเซกอง 4A และ 4B จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 3,395 เมกะวัตต์ ซึ่งมากเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย อีกทั้งพลังงานทางเลือกอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับเขื่อนที่ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอดทั้งปี ไพรินกล่าว
“ชาวบ้านรอบๆ ปากมูลบอกว่า เขื่อนตั้งอยู่ในประเทศของเราเองแท้ๆ รัฐบาลยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลจะเรียกร้องให้ผู้พัฒนาโครงการเขื่อนดูแลผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากโครงการของพวกเขาที่อยู่นอกเขตประเทศไทย” ไพรินตั้งข้อสังเกต
สอดคล้องกับคำถามจากชาวบ้านอย่างแม่สมปอง “แล้วพวกคุณ (รัฐบาล) จะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเรา ถ้าเขาสร้างเขื่อนพูงอย?”
(Read: SPECIAL REPORT SERIES: Mekong in Peril)

ด้วยสายพันธุ์ปลามากกว่า 1,148 ชนิด ลุ่มน้ำโขงจึงถูกระบุให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของปลาสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากลุ่มน้ำอเมซอนและลุ่มน้ำคองโก โดยลุ่มน้ำโขงตอนล่างเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านผ่านปริมาณการจับปลามากกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

พืชพรรณหลากหลายชนิดบนเกาะแก่งสันดอนทรายกลางลำน้ำโขง ปรับตัวให้เข้ากับฤดูกาลและการขึ้นลงของระดับน้ำ บางชนิดสามารถจมอยู่ในน้ำหลากได้นานหลายเดือนเกิดเป็นระบบนิเวศย่อมๆ ที่ผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้พึ่งพาอาศัย การสร้างเขื่อนจะทำให้ระบบนิเวศจำเพาะเหล่านี้จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ที่บ้านเวินบึก เด็กๆ ยังคงสนุกสนานกับการดำผุดดำว่ายในน้ำโขง โดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่า หมู่บ้านของพวกเขาอาจถูกน้ำท่วมและได้รับผลกระทบอื่นๆ จากการสร้างเขื่อนพูงอยที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ
ภาพ: สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
This photo essay is part of the SPECIAL REPORT SERIES: Environmental Challenges under the Great Power’s Influences.


