ภาคประชาชนในภาคเหนือฟ้องศาลปกครองเรียกร้องให้รัฐออกมาตราการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจังในช่วงปี 2566 ก่อนที่กฏหมายอากาศสะอาดจะถูกนำเสนอเข้าสู่สภาในปีต่อมา Photo: Sayan Chuenudomsavad

PERSPECTIVES: ร่าง กม. สิ่งแวดล้อมที่กลับเข้าสู่สภาและที่ถูกปัดตก

ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาวานนี้ ได้ลงมติให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบและยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน 34 ฉบับ รวมทั้งร่าง กม. อากาศสะอาดซึ่งเป็นหนึ่งใน กม. สิ่งแวดล้อมที่ภาคประชาชนร่วมผลักดันและอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา

โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวด้วยคะแนน 611 เสียง 

อย่างไรก็ตามร่าง กม. ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้ง ร่าง กม. การรายงานการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR), ร่าง กม. โรงงาน, และร่าง กม. “นิรโทษกรรมที่ดินและป่าไม้” ไม้ได้รับการยืนยันจากคณะรัฐมนตรีใหม่ให้สภารับรองแต่อย่างใด

ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติให้ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีพิจารณาต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วย ก็ให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปได้ แต่คณะรัฐมนตรีต้องร้องขอภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป หรือภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ชี้แจงในที่ประชุมฯ ว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ค้างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมกว่า 100 ฉบับ ก่อนที่จะมีมติให้ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามบัญชีรายชื่อที่นำเสนอต่อที่ประชุมร่วมฯ เพื่อการพิจารณาดังกล่าว 

โดยร่างกฎหมาย 31 ฉบับที่ได้รับการยืนยันในวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นร่างของคณะรัฐมนตรีจำนวน 21 ฉบับ และร่างฯ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 10 ฉบับ ก่อนที่จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในรอบที่สองอีก 3 ฉบับ รวมทั้งร่างกฎหมายจากภาคประชาชน 1 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….

นายภราดรกล่าวในที่ประชุมฯ ต่อว่าสำหรับร่างกฎหมายที่รัฐบาลยังไม่ได้ยืนยันนั้น ถือเป็นโอกาสที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถนำกลับมาเสนอใหม่ได้อีกครั้งตามกระบวนการของรัฐสภา

นายภราดรยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของร่างกฎหมายจากภาคประชาชน ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 6 ฉบับนั้น มีเพียง 1 ฉบับที่ได้รับการยืนยัน เนื่องจากเป็นร่างเดียวที่มีการแสดงเจตจำนงมายังคณะรัฐมนตรีอย่างชัดเจนว่าประสงค์ให้มีการยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง

เขากล่าวว่า คณะรัฐมนตรีไม่อาจทราบได้ว่า ร่างกฎหมายภาคประชาชนที่เหลือยังคงมีเจตนารมณ์เดิมในการเสนอร่างกฎหมายต่อไปหรือไม่ จึงไม่สามารถตัดสินใจแทนประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้ และเป็นเหตุผลที่ไม่ได้มีการยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง

นายภราดรกล่าวว่า สำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนนั้น ยังมีช่องทางตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยืนยันร่างกฎหมายของตนเองได้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตามมาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนสามารถดำเนินการยืนยันร่างกฎหมายได้ภายในระยะเวลา 120 วัน

ดังนั้น นับจากการประชุมร่วมของสภาฯ ยังคงมีระยะเวลาให้ภาคประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงต่อรัฐบาล เพื่อยืนยันความประสงค์ในการผลักดันร่างกฎหมายของตนเข้าสู่การพิจารณาได้ต่อไป, นายภราดรระบุ

ทั้งนี้ นายภราดรได้อธิบายถึงเหตุผลในการพิจารณาและไม่ยืนยันร่าง กม. บางฉบับ รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ว่า สำหรับร่าง กม. PRTR ได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต่างเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่สมาชิกได้เสนอเข้าสู่รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพฯ ได้ชี้แจงว่า กระทรวงตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้จัดเตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว ในชื่อ “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ….” ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ หากกระทรวงทรัพฯ เสนอร่างดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี และยืนยันเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาในโอกาสต่อไป และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวคงใช้เวลาอีกไม่นานจากนี้ โดยเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้ จะมีลักษณะครอบคลุมในภาพรวมมากยิ่งขึ้น โดยประเด็นเกี่ยวกับ PRTR จะอยู่ภายใต้กรอบของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว, นายภราดรชี้แจง

ส่วนร่างกฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่าธรรมชาติกับพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชน ( ร่าง กม. นิรโทษกรรมที่ดินและป่าไม้) นายภราดรอธิบายว่า ที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงทรัพฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงทรัพฯ มีหลักคิดว่า การออกกฎหมายเพิ่มเติมที่อาจไปซ้ำซ้อนหรือขัดกับกฎหมายเดิมนั้น (Overrule) ถูกจำกัดไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้ตรากฎหมายเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สาระสำคัญที่อยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายอื่นรองรับและสามารถบังคับใช้ได้อยู่แล้ว อาทิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64  และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 121 ซึ่งมีบทบัญญัติเฉพาะรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน หรืออยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า ก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอื่นที่รองรับ เช่น กฎหมายอุทยานแห่งชาติที่กำหนดให้อธิบดีกรมป่าไม้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์ และพระราชบัญญัตินโยบายที่ดินแห่งชาติที่กำหนดให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติมีอำนาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทาง

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ได้มีการถกเถียงและพูดคุยในวงประชุมฯ และได้ข้อสรุปว่า มีกฎหมายฉบับอื่นที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้, นายภราดรระบุ

สมาชิกฯ อภิปราย

ในที่ประชุมร่วมฯ ของสภา สมาชิกสภาผู้แทนฯ และสมาชิกวุฒิสภาต่างอภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งส่วนที่เห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายที่ ครม. เสนอกลับเข้ามา และอภิปรายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สำหรับร่างกฎหมายที่ถูก ครม. ละเลย ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายฉบับ รวมทั้ง ร่าง กม. PRTR  ไปจนถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาตั้งข้อสังเกตต่อรัฐบาลว่า มีกฎหมายหลายฉบับที่มีความสำคัญแต่ไม่ได้รับการยืนยันกลับมา ทั้งที่บางฉบับเป็นประโยชน์ต่อประชาชน การละเลยกฎหมายบางฉบับ อาจก่อให้เกิดปัญหาและความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งยังสะท้อนถึงมุมมอง ความจริงจัง และความใส่ใจของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงทัศนคติในการบริหารและแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะในด้านงานนิติบัญญัติ

สมาชิกรัฐสภา อภิปรายและตั้งคำถามต่อคณะรัฐบาลถึงหลักการที่ใช้ในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดที่จะถูกส่งกลับมาหรือไม่ถูกส่งกลับมา โดยเน้นย้ำว่า หลักการที่สำคัญข้อหนึ่งคือ หลักการในการพิจารณากฎหมายเป็นอำนาจโดยตรงของรัฐสภาแห่งนี้ อาทิ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม สมาชิกรัฐสภา จึงได้ขอคำชี้แจงเพื่อความชัดเจน เช่น ร่าง กม. PRTR  และร่าง กม. โรงงาน ที่ถูกระบุว่า มีสาระสำคัญในการทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ การครอบครองสารเคมีอันตรายให้มีความโปร่งใสเป็นไปตามหลักสากล 

สมาชิกรัฐสภาอภิปรายว่า ขณะที่วันนี้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนจะขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)  ซึ่ง OECD มีมาตรฐานชัดเจนเกี่ยวกับการควบคุมและปล่อยมลพิษต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย มีความโปร่งใส จึงตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า มีหลักการอย่างไรในการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลนำพระราชบัญญัติอากาศกลับมาพิจารณาในสภาแห่งนี้ แต่เหตุใดร่างพระราชบัญญัติ PRTR ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน จึงปัดตก

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน ที่เป็นกฎหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทุกพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กฎหมายเหล่านี้รัฐบาลปัดตกไป ไม่มีการยืนยันกลับมายังรัฐสภา 

สมาชิกรัฐสภา จึงตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า อำนาจในการพิจารณากฎหมายอยู่ที่รัฐบาลหรืออยู่ที่รัฐสภา รัฐบาลสามารถคิดแทนเพื่อนสมาชิกสมาชิกรัฐสภาได้จริงหรือว่ากฎหมายฉบับใดถูกหยิบยกหรือปัดตกควรให้รัฐสภาแห่งนี้มาถกเถียงกันและลงมติร่วมกันว่ากฎหมายฉบับใดควรจะได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ 

สมาชิกรัฐสภาอภิปรายว่า อยากฟังความเห็นผู้กำหนดนโยบายว่า ตกลงแล้วมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการที่จะเลือกหยิบหรือไม่เลือกหยิบกฎหมายกลับมาพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้ หรือจริง ๆ แล้วกฎหมายฉบับใดที่จะไปแตะเรื่องโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การคุ้มครองแรงงานที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่กำลังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาล กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หลายคนกำลังออกมาตั้งคำถามว่ากำลังจะเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการหรือไม่ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่กำลังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากติกาสูงสุดของประเทศในขณะนี้ กำลังเป็นฐานอำนาจให้กับรัฐบาล 

ร่าง กม. อากาศสะอาด

สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายว่า ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดมุ่งเน้นการจัดการมลพิษทางอากาศ เพื่อปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐสภาจะพิจารณาให้กฎหมายฉบับนี้เดินหน้าต่อไป พร้อมทั้งปรับปรุงให้เหมาะสมต่อการบังคับใช้จริงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังมีหลายมาตราที่อยู่ระหว่างข้อถกเถียง ซึ่งสภาจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยไม่ตัดทอนสาระสำคัญ รวมถึงต้องกระจายอำนาจและให้อำนาจแก่ท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดและยึดโยงกับพื้นที่ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และสร้างอากาศที่สะอาดให้แก่ประชาชน (อ่าน: ตอบข้อสังเกตของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย Thailand Can)

ร่าง กม. PRTR

สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายเกี่ยวกับร่างฯ PRTR โดยระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกทุกพรรคการเมืองในวาระที่หนึ่งแล้ว และคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้พิจารณาจนแล้วเสร็จ อีกทั้งร่างกฎหมายดังกล่าวยังถูกบรรจุเข้าสู่วาระที่สอง และวาระที่สาม ในสภาชุดที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถพิจารณาได้ทัน เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน

ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ หลายฝ่ายได้ยกมือเห็นชอบ และให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งร่วมกันพิจารณาจนกระบวนการแล้วเสร็จ แต่ในวันนี้ บุคคลเหล่านั้นกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ร่วมกันยืนยันให้นำร่างพระราชบัญญัติ PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง

ความสูญเสียจากการละทิ้งกฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสสำคัญทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ทั้งที่ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการกลับสวนทางกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน OECD กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ 

ดังนั้น การที่รัฐบาลไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม จึงอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาคมโลก และทำให้ประเทศล่าช้าในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งที่มีการประเมินว่า หากประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ถึงร้อยละ 1.6 หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งกำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกต้องมีฐานข้อมูลมลพิษและข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใส หากประเทศไทยไม่มีระบบข้อมูลที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการไทยจะต้องแบกรับภาษีคาร์บอนโดยตรง ทำให้แข่งขันในตลาดโลกได้ยาก และเสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีระบบข้อมูลพร้อมกว่า

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและการสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสีเขียว เพราะการไม่มีกฎหมาย PRTR เท่ากับปล่อยให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษดำเนินต่อไปโดยขาดความรับผิดชอบ

ที่สำคัญที่สุด ประชาชนกำลังสูญเสียสิทธิในการรับรู้ว่า โรงงานใดปล่อยสารเคมีอันตรายออกสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งที่มาตรฐานลักษณะนี้มีการบังคับใช้แล้วในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกการปล่อยปละละเลยกฎหมายฉบับนี้จึงไม่เพียงกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะกลุ่มทุนอุตสาหกรรมยังคงได้รับประโยชน์ ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตเพียงฝ่ายเดียว 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเผชิญกับอุบัติภัยทางเคมีและปัญหามลพิษที่ไม่เคยลดลง อีกทั้งวิกฤตมลพิษทางเคมียังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, สมาชิกรัฐสภาอภิปราย

ร่าง กม. โรงงาน

สมาชิกรัฐสภาอภิปรายว่า รัฐบาลไม่ได้ยืนยันให้นำกลับมาพิจารณาในครั้งนี้ ถือเป็นกฎหมายที่ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเร่งผลักดัน เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญปัญหาโรงงานอันตราย มลพิษ และกากอุตสาหกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา ได้มีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้จนมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยร่างพระราชบัญญัติโรงงานได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งแล้ว ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม การยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และการทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และผืนแผ่นดินไทยที่กำลังเผชิญปัญหากากพิษ รวมถึงปกป้องสุขภาพและลมหายใจของประชาชนจากมลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องยุติลงจากการยุบสภา และจนถึงปัจจุบันรัฐบาลก็ยังไม่ได้ผลักดันให้นำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่ปัญหาต่าง ๆ ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น และประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการตัดสินใจเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ของตน 

หากมีโรงงานอุตสาหกรรมหรือกิจการเสี่ยงอันตรายเข้ามาตั้งในพื้นที่ชุมชน ประชาชนกลับไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่มีข้อบังคับที่กำหนดให้ต้องรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนอย่างจริงจัง รวมถึงไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและไม่มีอำนาจร่วมตรวจสอบโรงงาน ส่งผลให้ผลกระทบจากโรงงานอันตรายกระจายไปทั่วประเทศ

ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้ประชาชนต้องเผชิญโดยตรง ขณะที่ระบบการตรวจสอบโรงงานในปัจจุบันยังมีความอ่อนแอ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบสภาพโรงงานตามระยะเวลา เนื่องจากเมื่อโรงงานได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็เสมือนได้รับอนุญาตโดยไม่มีการกำกับติดตามอย่างเข้มงวด 

กว่ารัฐจะรับรู้ปัญหา ก็มักเป็นช่วงที่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในชุมชนแล้ว และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชน ทั้งปัญหาด้านสุขภาพ การปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ขณะที่โรงงานจำนวนมากเลือกเพียงจ่ายค่าปรับและกลับมาประกอบกิจการต่อ จนเกิดปัญหาซ้ำเดิมอีกครั้ง เพราะในหลายกรณี การจ่ายค่าปรับมีต้นทุนน้อยกว่าการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบให้ปลอดภัยและได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ร่าง กม. นิรโทษกรรมที่ดินและป่าไม้

สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายว่า ร่าง กม.​ ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดี ถูกตรวจยึดพื้นที่ หรือถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกครอบครองที่ดินในเขตป่า

ในความเป็นจริง ชาวบ้านจำนวนมากอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน แต่กลับต้องเผชิญคดีอาญาและสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง เมื่อรัฐสภาพยายามผลักดันกฎหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน รัฐบาลกลับเลือกปัดตกร่างกฎหมายดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ล้างความผิดทางอาญาที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า และคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนฐานรากเช่นนี้อย่างจริงจัง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับปัดตกและไม่ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงเรียกร้องของประชาชนเท่าที่ควร ขณะที่ปัญหาสิทธิในที่ดินที่ทับซ้อนกับเขตป่ายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งประเด็นการจัดทำแผนที่ One Map ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนจะยังสามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่

ขณะที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทางการเมืองรัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันต่อ แต่กฎหมายที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพื้นที่ทำกินกลับไม่ได้รับการสนับสนุนให้เดินหน้าต่อเช่นเดียวกัน 

สมาชิกรัฐสภายังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในทางกลับกัน รัฐบาลกลับเร่งผลักดันนโยบายที่ไม่เคยหาเสียงหรือให้คำมั่นไว้ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ การยกเลิกโฉนดชุมชน การเปิดเสรีธุรกิจให้ต่างชาติ และการกู้เงินจำนวนมาก ขณะที่ปัญหาสำคัญของประชาชน เช่น ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง 

ดังนั้น รัฐบาลควรทบทวนร่างกฎหมายที่ปัดตกไป และนำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งนอกจากต้องมีความรู้ความสามารถและคุณธรรมแล้ว ยังต้องมีความเป็นกลางด้วย

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายว่า การที่รัฐบาลไม่เดินหน้าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อทั้งที่ได้มีการจัดทำประชามติไปแล้ว อาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อผลประชามติ ข้อตกลงที่เคยมีร่วมกัน และเสียงของประชาชน อันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้

การพิจารณากฎหมายควรตั้งอยู่บนหลักของความจำเป็นและความเร่งด่วน ต้องมีการจัดหมวดหมู่และวางยุทธศาสตร์ทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ หากประเทศต้องการเดินหน้าสู่การปฏิรูป ก็จำเป็นต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าแต่ละด้านจะพัฒนาไปในแนวทางใด

ขณะเดียวกัน กฎหมายบางฉบับที่รัฐบาลยืนยันกลับเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ หลายฉบับยังมีรายละเอียดที่ไม่สมบูรณ์ หากจะเดินหน้าพิจารณาต่อ ก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน พร้อมทั้งต้องให้ความสำคัญ กับกฎหมายที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันด้วย

ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ได้ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และการเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงจังต่อการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่างได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางการเมืองไทยในปัจจุบัน

ที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี แต่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังขึ้นในช่วงปลายสภาชุดที่ผ่านมา เมื่อมีการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่ 2 พรรค

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลไม่เดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว แม้เดิมอาจเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคการเมือง แต่เมื่อมีการจัดทำประชามติ และประชาชนจำนวนมากลงมติเห็นชอบแล้ว รัฐบาลก็ควรแสดงความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนและผลประชามติที่รัฐบาลเองเป็นผู้เสนอให้มีการจัดทำขึ้น

ทั้งนี้ หากรัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกลับเข้าสู่การพิจารณา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านความเห็นชอบทันที เพราะยังต้องเริ่มต้นกระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการกันใหม่ แต่ก็น่าเสียดาย เพราะหากรัฐบาลยืนยัน สภาก็อาจสามารถกลับไปพิจารณาประเด็นที่ค้างอยู่ได้ต่อ โดยเฉพาะประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งในสภาชุดที่ผ่านมาเริ่มมีแนวทางประนีประนอมร่วมกันได้แล้ว

แต่ในวันนี้ รัฐบาลกลับเลือกให้กระบวนการทั้งหมดต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และไม่ควรถูกทำให้กลับมาเป็นความขัดแย้งทางสังคมอีก

การตัดสินใจไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ยังอาจถูกมองว่าเป็นการไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยมีร่วมกัน รวมถึงไม่เคารพต่อการตัดสินใจของประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังทำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้าสู่วังวนของความขัดแย้งอีกครั้ง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้เวลากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 มากกว่า 60 วัน ทั้งที่ประชาชนคาดหวังว่าจะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่ แต่รัฐบาลกลับไม่เดินหน้าตามคำสัญญาที่เคยประกาศไว้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญคือคำสั่งของประชาชน

นายภราดรได้ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่เดิมนั้นมีปัญหา จนนำไปสู่เหตุการณ์ยุบสภาในครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จึงถือเป็นอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมายที่ สส. จะร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน โดยในครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยขอเป็นผู้นำร่องในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวอย่างเต็มตัว

นายภราดรกล่าวต่ออีกว่า ในอดีตพรรคภูมิใจไทยอาจจะมีเพียง 70 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างด้วยตนเอง แต่ในวันนี้พรรคมีพลังเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 190 เสียง ซึ่งมากพอที่จะเสนอร่างกฎหมายในนามพรรคได้ทันที โดยจะมีการประชุมพรรคในวันอังคารนี้ เพื่อขอมติและย้ำความพร้อมก่อนจะยื่นร่างต่อประธานรัฐสภาต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประชาชนกว่า 21.6 ล้านคน ที่ได้ลงประชามติแสดงความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลยืนยันเจตจำนงอย่างชัดเจนว่ามีความจริงใจและมุ่งมั่นในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีแนวทางให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพื่อเปิดทางสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ได้ยืนยันร่างดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเริ่มต้นจากรัฐสภา และควรให้รัฐสภาเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อมีสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นอำนาจโดยชอบตามรัฐธรรมนูญที่สมาชิกรัฐสภาจะสามารถเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกันในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม, นายภราดรชี้แจงในที่ประชุมร่วมฯ

เสียงสะท้อนจากภาคประชาชน

คำชี้แจงของนายภราดรต่อการพิจารณาร่าง กม. ต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้ภาคประชาชนที่ผลักดันร่าง กม. ดังกล่าวออกมาชี้แจงตอบโต้ รวมทั้งมูลนิธิบูรณะนิเวศที่ผลักดันร่าง กม. PRTR โดยยืนยันว่า ทางมูลนิธิฯ ในฐานะที่เป็นองค์กรนำในการยื่นร่างกฎหมาย PRTR พร้อมด้วยรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนมากกว่า 12,000 รายชื่อ ได้ทำหนังสือยืนยันถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 แล้ว

โดยมี 2 ประเด็นที่ยืนยันและเรียกร้องไปก็คือ 

1.ขอให้สนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องของคณะกรรมการตรวจสอบการประกอบอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น หรือ”ทีมสุดซอย”

2.โปรดสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีมีมติส่งร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ….. หรือร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อเนื่องต่อไป ภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 วรรคสองกำหนด

สิ่งที่สำคัญคือ สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือตอบรับต่อหนังสือดังกล่าวของมูลนิธิแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569, ทางมูลนิธิฯ ระบุ

“การพูดแบบง่ายๆ สบายๆ ของรัฐมนตรี ด้วยเนื้อหากล่าวโทษประชาชนว่าไม่ยืนยันเจตจำนงของตนเอง แท้จริงก็ยืนยันให้เห็นเจตจำนงของทั้งตัวคนพูดและองค์คณะทั้งหมดว่าไม่ได้สนใจประโยชน์สาธารณะนั่นเอง และถึงที่สุดแล้วอาจมีเจตนารมณ์และนโยบายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรหรือปกป้องภาคส่วนใด” มูลนิธิฯ ระบุ

เรียบเรียงจาก รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) รัฐสภา