ชาวประมงพื้นบ้านออกหาปลา ณ ผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จุดสุดท้ายก่อนแม่น้ำโขงไหลเข้าสู่ประเทศลาว ปลายเดือนพฤศจิกายนย่างเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ปลายน้ำลงไปอีกประมาณ 96 กม. คือที่ตั้งของโครงการเขื่อนปากแบง ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

In Pictures: จาก “วิกฤตนิเวศลุ่มน้ำข้ามแดน” สู่ “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม”

รูปทรง สันฐาน และสุ้มเสียงของสายน้ำโขงที่ไหลลัดเลาะผ่านเกาะแก่งหินในวันนี้ มีท่วงทำนองที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และชาวประมง เกษตรกรริมโขง ตลอดจนชุมชนลุ่มน้ำสาขา ทั้งงาว อิง กก และรวก ต่างรับรู้ได้ถึงชะตากรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนในจีนตอนใต้ในช่วงกลางทศวรรษปี 2530 เป็นต้นมา ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็เริ่มผันผวนจนไม่อาจคาดเดาตามฤดูกาล ระบบนิเวศพังทลาย ชนิดพันธุ์และปริมาณปลาลดลงอย่างน่าใจหาย ผืนดินเกษตรริมน้ำถูกกัดเซาะและเปลี่ยนรูปทรงสันฐาน ซ้ำเติมด้วยวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ปรากฏในปี 2567 ที่เกิดปรากฏการณ์ “ฝนตกแช่” จนเกิดปริมาณน้ำฝนสะสมสูงถึง 600 มิลลิเมตรเหนือพื้นที่ป่าต้นน้ำหงาว-งาว ส่งผลให้น้ำป่าและดินโคลนถล่มไหลทะลักลงสู่แม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง กวาดล้างทุกสิ่งที่กีดขวาง

อุทกภัยครั้งรุนแรงในจังหวัดเชียงรายและประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้คนในพื้นที่ตื่นตัวและตั้งคำถามด้วยความหวาดหวั่นว่า “หากมีเขื่อนปากแบงเกิดขึ้น วิกฤติน้ำท่วมขังจะกินวงกว้างขนาดไหน?” เพราะลำพังด้วยปัจจัยปัจจุบัน พื้นที่นับหมื่นไร่ก็จมอยู่ใต้น้ำนาน 1-3 เดือน เนื่องจากแม่น้ำโขงหนุนสูงจนระบายออกไม่ได้

เหนือน้ำขึ้นไปทางลุ่มน้ำอิง และปากแม่น้ำกก จนลงมาถึงปากน้ำงาวนี้ ก็กำลังจะกลายเป็นกับดักสารพิษ หากยังไม่มีอะไรหยุดยั้งการทำเหมืองทางต้นน้ำสาขาจำนวนมาก และเขื่อนแม่น้ำโขง

ลึกเข้าไปใน “ลุ่มน้ำอิง” มหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 เกิดขึ้น เมื่อแม่น้ำโขงหนุนสูงปิดตายการระบายน้ำ ทำให้พื้นที่เกษตรนับแสนไร่ใน อ.เชียงของ และอำเภอใกล้เคียง กลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดแช่ขังนานนับเดือน และยังเป็นภาพจำของคนลุ่มน้ำอิงและน้ำกก

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของคนในชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่น้ำท่วม แต่คือ “กับดักสารหนู” ที่มากับตะกอนที่ปากแม่น้ำกก เส้นเลือดใหญ่กลางเมืองเชียงราย 

ข้อมูลจากทีมนักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินไปตรวจ ชี้ว่า ตะกอนดินมีร่องรอยของสารหนูและโลหะหนัก หากมีการสร้างเขื่อนที่เป็นเหตุให้แม่น้ำโขงไหลช้าลงหรือทำให้เกิดน้ำนิ่ง ตะกอนพิษเหล่านี้จะไม่ถูกพัดพาไป แต่จะตกตะกอนสะสมในน้ำนิ่งจนเกิดสภาพเป็นอ่างสะสมสารพิษได้ ซึ่งมีความเป็นพิษสูงกว่าตะกอนที่พัดพาในน้ำ สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สัตว์น้ำ และแหล่งน้ำดิบที่คนใช้อุปโภคและบริโภค

ตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบกก จนถึงแก่งผาไดที่เป็นเขตแดนระหว่างไทยและลาว แม่น้ำโขงกำลังจะถูกเปลี่ยนสภาพจากสายน้ำแห่งชีวิต ให้กลายเป็นกับดักที่กักสารพิษไว้หน้าบ้านของคนเชียงรายและพี่น้องฝั่งลาว เนื่องจากโครงการสร้างเขื่อนปากแบงทางปลายน้ำที่จะส่งผลให้เกิดน้ำเท้อซึ่งเป็นสภาวะที่น้ำเอ่อหลังเขื่อนและย้อนกลับขึ้นไปทางตอนเหนือของลำน้ำ เกิดสภาพน้ำนิ่งท่วมขังเป็นเวลานาน การสร้างเขื่อนปากแบงจึงไม่ใช่เพียงการทำลายนิเวศ แต่เป็นการบีบให้คนลุ่มน้ำต้องเสี่ยงกับภัยร้ายจากสารพิษสะสม

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่อุบัติภัยธรรมชาติ แต่ชุมชนต่างๆ ในพื้นที่บริเวณนี้มองว่า คือ “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม” ที่กระทำต่อแผ่นดินและลมหายใจของคนตัวเล็กๆ ท่ามกลางความเมินเฉยของผู้มีอำนาจ และผู้แสวงหาผลประโยชน์บนคราบน้ำตาของคนลุ่มน้ำโขง

ผาไดในฤดูกาลวิปริต ณ ผาได อ.เวียงแก่น ด่านหน้าสุดท้ายก่อนแม่น้ำโขงไหลเข้าสู่ประเทศลาว ปลายเดือนพฤศจิกายนย่างเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งปลายปีที่ผ่านมา ตามปกติน้ำควรจะใสและลดระดับลงอย่างช้าๆ แต่ปีนี้แม่น้ำโขงกลับยังขุ่นคลั่กและผันผวนด้วยระดับขึ้นลง “ฮวบฮาบ” อย่างน่าใจหาย
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง
ไหลมอง ที่ปากแม่น้ำงาวใกล้ๆ กัน ชาวประมงพื้นบ้านบางส่วนยังคง “ไหลมอง” ต่อไป แม้เรือจะบางตาลง แต่สายน้ำคือชีวิตและความคุ้นชินที่ฝังรากลึก เกินกว่าจะหยุดยั้งได้ พวกเขายังคงอดไม่ได้ที่จะลงเรือหาปลาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

เศรษฐกิจพังทลาย: เสียงสะท้อนจากแพห้วยลึก ความไม่แน่นอนไม่ได้ทำลายแค่ระบบนิเวศ แต่ได้ทุบหม้อข้าวคนริมน้ำ ที่แพบ้านห้วยลึก ต.ม่วงยาย จากที่เคยเป็นตลาดปลาคึกคัก กลับเงียบเหงา มีเพียงพืชพักผลไม้ท้องถิ่น อาทิ ส้มโอมาวางขายเรียงรายถุงละ 20 บาท ซึ่งยายชาวสวนเอามาฝากขายคนที่ผ่านไปมาแถวท่าเรือในช่วงของส้มโอนอกฤดู เจ้าของแพเล่าด้วยความขมขื่นว่าข่าวปลาป่วยทำให้ตลาดตายสนิท “ปลาที่มัดเป็นพวงขายไม่ออกจนเน่าตายคาเชือก พอขายไม่ได้ คนหาก็เลิกหา เพราะเรือและอวนมีต้นทุนขั้นต่ำกว่าสองหมื่น” รายได้เฉลี่ยคนหาปลา 30,000 – 100,000 บาทต่อฤดูกาลหายวับไปกับตา เขาและเพื่อนเพิ่งกลับมากินปลา “สะโม้” เป็นมื้อที่ 4 ของปี หลังจากรอคอยผลตรวจจากเจ้าหน้าที่ที่เงียบหายไป ทิ้งให้ชาวบ้านต้องเสี่ยงดวงกับความปลอดภัยเอาเอง
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

ปลาติดเชื้อ ปลาแข้ที่จับได้ในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำเป็นอย่างมาก สัญญาณเตือนภัยลักษณะนี้ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ แม้ทางการจะระบุว่า เป็นพยาธิและแบคทีเรีย แต่ข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์กับสภาวะน้ำปนเปื้อนยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

อุทกภัยรุนแรงลุ่มน้ำอิง เดือนกันยายน 2567 พื้นที่ ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ ต้องรับศึกสองด้าน ทั้งฝนสะสม 600 มม. และน้ำโขงหนุนสูง ดันมวลน้ำให้ไหลย้อนกลับ ท่วมพื้นที่เกษตรและชุมชนเสียหายย่อยยับ
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

วิกฤตน้ำประปาบ้านสบกก ที่บ้านสบกก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำกกในเขตอำเภอเชียงแสน สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยตะกอนเลนริมตลิ่งจากการพัดพาของสายน้ำ เมื่อเดือนกันยายนปี 2567 มวลน้ำโขงที่หนุนสูงได้เอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรมเป็นเวลาหลายวัน โดยได้พัดพาตะกอนจำนวนมหาศาลเข้ามาทับถมในพื้นที่ด้วย ผลกระทบจากตะกอนและน้ำท่วมขังไม่ได้จบลงแค่นั้น แต่กำลังสั่นคลอนความมั่นคงของระบบน้ำประปาชุมชน
โดยปกติในฤดูแล้ง น้ำบาดาลมักจะไม่เพียงพอ ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการสูบน้ำดิบจากลำน้ำบง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขงไม่ไกลจากปากแม่น้ำกก แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป ตะกอนที่มากับน้ำท่วมและความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในใจชาวบ้านสบกก หมู่บ้านที่ถูกรายล้อมด้วยแม่น้ำลำห้วยรอบทิศว่า ในฤดูแล้งจากนี้ พวกเขาจะมีน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคหรือไม่
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

ความหวังที่กำลังจมน้ำ: ปากแม่น้ำงาว พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำงาว เป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ดี กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ความวิตกกังวลเรื่องเขื่อนปากแบงทางใต้ลงไปในเขตแดนประเทศลาวประมาณ 96 กิโลเมตร ทำให้เกษตรกรไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวภาวะ “น้ำเท้อ”หรือน้ำไหลย้อนกลับ ที่จะเปลี่ยนจากน้ำท่วมชั่วคราวให้กลายเป็น “ท่วมขังและแช่นิ่ง” ซึ่งหมายถึงจุดจบของสวนผลไม้
ณ ริมน้ำปากงาว บ้านยายใต้ คือที่ตั้งของสวนส้มโอและบ้านพักบั้นปลายชีวิตของ น้าประคองและน้าสมพร บุดดี ทั้งคู่ย้ายมาสร้างบ้านในสวนหวังใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสงบ แต่ความฝันต้องสะดุดลงเมื่อเผชิญอุทกภัยรุนแรงหลายระลอกในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 น้ำท่วมขังยาวนานทำให้ต้นส้มโอตายและผลผลิตหายไปกว่าครึ่ง
น้าประคองเล่าด้วยแววตาครุ่นคิดว่า เพื่อนบ้านหลายรายถอดใจเลิกปลูกไปแล้ว เพราะไม่มั่นใจว่าพื้นที่นี้จะจมน้ำอีกหรือไม่ หรือหากมีเขื่อนเกิดขึ้น น้ำจะ “เท้อ” จนที่ดินจมหายไปถาวร ทำให้สวนของน้ากลายเป็นสวนส้มโอสุดท้ายในที่ลุ่มปากแม่น้ำงาวที่ยังคงได้รับการดูแลอย่างดี ท่ามกลางความทดท้ออ่อนใจของทั้งสองที่เฝ้ามองอนาคตที่ไม่แน่นอนอย่างเป็นกังวล
ภาพ: ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง